วันจันทร์, ธันวาคม 29, 2551
"ผู้ชาย" กับ "ความรัก"
หลังจากที่อ่านกระทู้นายคนนึงใน 1000ทิป เค้ามาระบายคร่ำครวญว่ารัก "น้อง" คนหนึ่งมาก เป็นแฟนกัน 10 ปี อยู่ด้วยกันมา 6 ปี เคยรักกันมากและคิดที่จะสร้างอนาคตด้วยกันต่อไป แต่ตอนนี้สาวเจ้ากำลังมีคนอื่น ..เพื่อนเก่าสมัยเรียน.. เค้าว่างั้นนะซึ่งนายคนนี้ก็ยังคงบอกว่า รักๆๆๆ น้องคนนี้เหลือเกิน ยังไงก็รัก ไม่ว่าจะเสียอะไรไปเท่าไหร่ก็ไม่เป็นไร ต้องการเพียงแค่โอกาสได้กลับมารักกันดีๆ อีกเท่านั้น
ใจหาย..แฮะ..
ผู้ชายคนหนึ่งสามารถทุกข์ได้ขนาดนี้เพราะผู้หญิงที่รักงั้นเหรอ..
เมื่อก่อนไม่เคยเชื่ออะไรแบบนี้เลยนะ ไม่เคยเชื่อว่าผู้ชายจะมีความรักที่มั่นคงให้กับผู้หญิงคนหนึ่งได้จริงๆ เพราะธรรมชาติของผู้ชายเป็นฝ่าย "ได้" ในทุกๆ อย่าง ในเมื่อไม่ได้เป็นฝ่าย "เสีย" ก็ไม่จำเป็นต้องทนกับอะไรที่ไม่ได้ดั่งใจ พร้อมจะ "ชิ่ง" จากไปได้ทุกเมื่อที่ต้องการ ผู้หญิงซะอีกที่ต้องเป็นฝ่ายรับให้ได้ไม่ว่าผู้ชายที่ตัวเองเลือกนั้นจะร้ายกาจเพียงใด
หันมามองเรื่องของตัวเองบ้าง..
จากคนที่ไม่เคยเชื่อในความรักของผู้ชาย แต่แล้วก็มีคนที่ทำให้เราต้องเปลี่ยนมุมมองความคิดของตัวเองใหม่ ว่าทุกคนก็เป็นมนุษย์เหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเพศอะไรก็ตาม ทุกคนมีรัก โลภ โกรธ หลง ดีใจ/เสียใจ มีความผูกพันได้เหมือนกัน
แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ วันที่เราคิดว่าเรารู้จักความรักแล้วจริงๆ ก็ดันเป็นวันที่เราตระหนักว่าได้ทำร้ายผู้ชายดีๆ คนหนึ่งที่รักเรามาก ทำให้เค้าต้องผิดหวังในตัวเรา และทำให้เค้าต้องเสียใจอย่างที่สุดจนไม่มีวันจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีก เพียงเพราะความสงสารที่เรามีให้คนอื่น แพ้น้ำตาของผู้หญิงจนตัดสินใจอะไรผิดๆ คิดเอาเองว่า การที่ไม่ได้เห็นน้ำตาของเค้านั้น เค้าคงไม่เสียใจมากเท่าคนที่ร้องไห้ฟูมฟายให้เห็น เป็นเรื่องเดียวที่คิดว่าตัวเองอยากแก้ไขหากสามารถย้อนเวลาไปทำสิ่งที่ถูกต้องได้ เพราะเราผิดที่ไม่เชื่อมั่นในความรักของคนที่เราไม่เคยให้โอกาสเค้าได้แสดงออกกว่าจะรู้ว่าตัวเองโง่แค่ไหน ก็เมื่อวันที่เสียเค้าไปแล้ว..
สิ่งที่เค้าไม่เคยรู้เลยต่อจากนั้นก็คือ พอห่างกันไปใจมันก็คิดถึงแต่เค้า คิดถึงสิ่งที่เค้าเคยทำให้เรามาตลอด ผู้ชายที่อบอุ่นที่สุดที่เคยพบมา คนที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็รู้ว่าเค้าไม่มีวันที่จะทำร้ายเราเวลาปีกว่าที่ผ่านมาไม่มีวันไหนที่ไม่คิดถึงเค้า แค่นี้ยังไม่เพียงพออีกหรือที่จะ "ตาสว่าง" ได้แล้ว!! จะมัวโกหกตัวเองและคนอื่นๆ ไปทำไม ในเมื่อความเป็นจริงเป็นอย่างไรก็รู้กันดี ฝืนหลอกตัวเองไปก็ไม่มีใครเลยที่จะมีความสุข สู้ยอมรับเถอะว่าหัวใจตัวเองอยู่ที่ไหน แล้วก็ซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเองซะที นั่นแหละเป็นที่มาของวันนี้..
แก้วที่มันร้าวคงไม่มีวันกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้
หากดึงดันจะเติมน้ำลงไปก็มีแต่จะเพิ่มแรงกดดันทำให้แก้วต้องแตกหรือเสียหายไปมากกว่าเดิม
ควรหรือไม่..ที่จะเก็บมันไว้อย่างนั้นโดยไม่แตะต้องมันให้แปดเปื้อนไปอีก..
แต่ความรักไม่ใช่แก้ว..
จะสายไปหรือไม่??
จะเหมือนเดิมอยู่ไหม??
..ไม่มีใครรู้คำตอบ.. นอกจากคนสองคน..
เกิดเป็นคนนี่เหนื่อยแฮะ นอกจากต้องรู้รบปรบมือกับคนรอบข้างที่ไม่รู้ว่าจะหวังดีประสงค์ร้ายหรือไม่แล้ว ยังต้องสู้กับความคิด ความรู้สึกของตัวเองอีกด้วย ทำไมชีวิตมันถึงไม่ง่ายเลย..
แต่นี่แหละ สีสันของคนเป็นคน 555
วันศุกร์, ธันวาคม 26, 2551
รักนะคร้าบบบ..
ยามมีความรักมันทำให้โลกทั้งโลกดูสดใส มีชีวิตชีวาเสียจริงๆ พอมุมมองเราเปลี่ยนทุกอย่างรอบตัวก็เปลี่ยนไปหมด โลกทั้งโลกเป็นสีชมพู (อันนี้ก็เว่อร์ไป -_-") ก็แค่ว่าสิ่งบางสิ่ง.. ของบางอย่าง.. คนบางคน.. มันดูแปลกตาไป ทั้งที่จริงมันก็เป็นอยู่อย่างนั้นมานานเพียง แต่เราไม่เคยคิดที่จะมองเห็นเองต่างหาก
ที่พูดอย่างนี้ไม่ใช่อะไรหรอก เพิ่งจะคิด "ปิ๊ง" ขึ้นมาได้เมื่อกี้นี้เองว่า ชีวิตเราช่วงนี้มันดูจะสดใส มีพลังอย่างไม่น่าเชื่อ!!จะว่าพลังเฮือกสุดท้ายของวัยเลข "2" ก่อนจะก้าวข้ามไปแตะ "สามสิบยังแจ๋ว" ก็ไม่น่าใช่!! แต่มันเป็นเพราะ IN LOVE ต่างหาก 555
ขันติ..อดทนอดกลั้นถึงที่สุดแล้ว
.. สติมา..ปัญญาเกิด..
รับรู้แล้วว่าใจจริงของตัวเองเป็นอย่างไรพอยอมรับความจริงได้แล้ว ทุกอย่างมันก็สบายๆ เรื่อยๆ อย่างที่มันควรจะเป็น สิ่งที่เคยคิดว่ามันยากแท้ที่จริงแล้วก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิดไว้ซะหมด แต่สิ่งที่เคยคิดว่ามันคงอยู่นี่สิ กลับเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา อะไรๆ ก็ไม่เที่ยง "ความไม่แน่นอน คือ ความแน่นอน" กาลเวลาเปลี่ยนไป ใจคนก็เปลี่ยนแปลง
..จงอย่ายึดติดกับอะไร.. สินะ..
เหมือนที่เค้าบอกว่า
"สรรพสิ่งย่อมมีวันเปลี่ยนแปลง สสารไม่มีวันสูญหายไปจากโลก เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบไปเท่านั้น" ความสัมพันธ์ก็เช่นกัน เปลี่ยนจากคนรู้จัก คนคุ้นเคย คนรัก คนเคยรัก (แล้วจะกลับเป็นคนรักอีกได้ไหมหนอ อันนี้ไม่เห็นมีใครบอกว่ามันเป็น fact มั่งแฮะ)
ไม่รู้ใครจะคิดเหมือนเราไหมนะ ความสัมพันธ์เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์มากๆ เป็นหนึ่งในไม่กี่อย่างที่เมื่อเวลาผ่านไป กลับยิ่งมีคุณค่าต่อจิตใจมากขึ้น
เมื่อวานมีโอกาสได้ไปย้อนอดีตมาอีกครั้ง เป็นจังหวะเหมาะกับการ Merry Christmas & Happy New Year พอดิพอดี พาตัวเองกลับไปสู่ "วัยใส สมัยทีนเอจ" พบหน้าค่าตาคนเดิมๆ ที่คุ้นเคย (ยกเว้นผมที่สีจางๆ ลง) กลับไปไหว้.. "ครูบาอาจารย์ที่ท่านประทานความรู้มาให้..... " กลายไปเป็นผู้ต้องหาให้เจ้าหน้าที่ซักไซ้ไล่เลียงพอเป็นพิธี 555 ได้คำถามทดสอบการยอมรับความจริง พร้อมนิทานป้าส้ม มาอีก 1 เรื่อง (พูดน้อยต่อยหนักเหมือนเคยนะคะ 'จารย์)
...คิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำไปมันผิดไหม...
"อืมมม ตอบในฐานะที่ถูกเลี้ยงมาอย่างคนไทย...ผิดค่ะ"
...แล้วคิดที่จะแก้ไขบ้างหรือเปล่า..
".............. คิดค่ะ"
..ถ้ายังมีความคิดนั้นอยู่ก็ถือว่าดีแล้ว ต่อไปเลือกทางเดินที่ถูกที่ควรนะ..
"แหะๆๆ คร้าบบบบ..."
...ต้นไม้หรือดอกไม้ ที่แม้เราเพียรรดน้ำพรวนดิน ใส่ปุ๋ย ประคบประหงมดูแลอย่างไร มันก็สู้น้ำฝนจากธรรมชาติไม่ได้.. เข้าใจใช่ไหม...
"เข้าใจแล้วค่ะ 'จารย์.. 555"
"สาธุ"
ขอบคุณนะคะ สำหรับคำสั่งสอนที่มีให้เสมอ..
ที่จริงน่ะ ถึงอาจารย์ไม่พูด หนูก็ทราบแล้วค่ะว่าต่อไปควรจะดำเนินชีวิตไปในเส้นทางใด แต่ก็ดีใจค่ะที่มีผู้ใหญ่ตักเตือน ฟังแล้วมันก็รู้สึกอบอุ่นใจ รู้สึกได้ว่าอย่างน้อยก็มีคนที่รักเรา โดยที่ไม่ได้หวังอะไรจากเรา คำพูดของอาจารย์เป็นพรอันประเสริฐเสมอค่ะ ถึงจะโตยังไง หนูก็ยังเป็น "ไอ้ขี้หมาข้างเสา" ในสายตาอาจารย์อยู่ดีใช่ไหมคะ พูดแล้วก็ขำ อายุจะ 30 อยู่แล้ว อาจารย์ก็ไม่เคยเห็นว่าหนูโตสักที เฮ้ออ.. ทำใจแล้วอ่ะว่าอาจารย์จะสต๊าฟหนูไว้ที่อายุ 12-17 ตลอดกาล 555
..
...
....
.....
ชีวิตนี้แม้จะแหกกรอบไปบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับเสียคนในช่วงนั้นก็คงเพราะยังอยู่ในสายตาผู้ใหญ่นั่นแหละ ถ้าไม่ได้พวกอาจารย์ (บางคน) ชีวิตหนูก็คงไม่เป็นอย่างทุกวันนี้หรอกค่ะ อาจจะกลายเป็นเด็กใจแตก เหลวแหลกไปแล้วก็ได้
อาจารย์อบรมสั่งสอนด้วยวิธีที่หนูไม่ทันรู้สึกตัวด้วยซ้ำ ตอนนั้นก็รู้สึกแค่ว่าเป็นการพูดคุยกันธรรมดาๆ กว่าจะมาเข้าใจแจ่มแจ้งว่าตัวเองซึมซับอะไรมาบ้าง ก็เมื่อตอนโตเป็นผู้ใหญ่แล้วนี่แหละค่ะ (จะบอกว่าหนูเพิ่งจะเปิดใจคุยกับอาจารย์อย่างตรงไปตรงมาก็เมื่อวานนี้แหละ 555 คิดว่าอาจารย์ก็น่าจะรู้นะคะ เมื่อวานเราสบตากันอยู่นี่นา อิอิ)
นี่แหละเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมหนูถึงรักและเคารพอาจารย์มาก ถึงแม้จะเรียนจบไปสิบกว่าปี อาจารย์ทั้งสองก็ยังเป็นอาจารย์ตลอดไป ยังเป็นคนที่หนูไม่เคยลืมค่ะ ^^
สวัสดีปีใหม่ล่วงหน้านะคะอาจารย์ ขอให้สุขภาพดี มีความสุขนะคะ
วันศุกร์, ธันวาคม 19, 2551
การรอคอย.. ความพยายามอันสูงส่ง..
ทำไมน้อ.. เวลาที่ใจมัน concentrate กับอะไรสักอย่างนึง มันช่างรู้สึกเหมือน "วินาที" มันแสนยาวนานกว่าจะผ่านไป 1 นาที.. 1 ชั่วโมง.. 1 วัน.. ลุ้นใจแทบขาดอย่างกับจะถูกหวยอย่างนั้นแหละ แต่เวลาที่มีความสุข สนุกสนาน แว๊บบ..บ เวลา 1 วัน ไวเหมือนโกหก!!
คิดได้แบบนี้มันก็เลยทำให้ใจต้องมีสติระลึกรู้อยู่ตลอดเวลาที่มีความสุข เป็นที่มาของนิสัยเสียส่วนตัวที่เป็นมาตั้งแต่วัยเด็ก คือ ถ้ารู้ว่าจะได้เล่นกับเพื่อน หรือทำอะไรที่อยากจะทำ ใจมันจะจดจ่ออยู่กับ "Moment in Time" ตลอดเวลา จิตก็จะพะวงจนพาลทำไม่สนุกเต็มที่อย่างที่ควรทำ เพราะมัวคิดไปถึงแต่ "ช็อต" ต่อไปข้างหน้าว่าเดี๋ยวไอ้กิจกรรมที่เฝ้ารอเหล่านี้มันก็จะผ่านไปแล้ว คิดแล้วก็เซ็งตัวเอง
ทำไมมันเป็นอย่างนี้น๊ออ..อ ..
..จะเริ่มแล้วนะ ช่วงเวลาที่รอคอยมานาน
..กำลังดำเนินอยู่นะ นี่ถึงเวลานั้นแล้วจริงๆ เหรอ ไม่ได้ฝันไปใช่มั๊ย??
..ผ่านไปสักพักใหญ่ๆ ทำไมนาฬิกาเดินเร็วจัง จะหมดแล้วสินะ "ชั่วโมงต้องมนต์"
..แล้วจะมีโอกาสอย่างนี้อีกไหม เมื่อไหร่ล่ะ
นอกจากคนที่เป็นฝ่ายรอ... คนอื่นจะรู้ไหมนะ ว่าการรอคอยมันช่างเป็นช่วงเวลาที่น่าทรมาณใจจริงๆแม้ว่ามันจะทำให้เราเห็นคุณค่าของสิ่งที่เราเฝ้ารอว่ากว่าจะได้มา มันต้องใช้ความพยายามและความอดทนมากเพียงไหนใช่.. มันซึ้ง...ง..ซึ้งมากๆ แต่มันก็ให้ความรู้สึกที่อึดอัดจนยากจะบรรยายเช่นกัน
คิดว่าเรื่องพวกนี้มันเกี่ยวข้องกับ "กงกรรม กงเกวียน" บ้างไหม??
เคยไปทำอะไรกับใครไว้ ให้เค้าต้องเดือดเนื้อร้อนใจ เป็นทุกข์เพราะตัวเราบ้างหรือเปล่า??
กรรมสมัยนี้ติดจรวดไม่ต้องรอถึงชาติหน้ากว่าจะรู้สึกตัวหรอก แค่ไม่กี่ปีนี่แหละ 555 คงเพราะคนเราสมัยนี้เน้นแต่ทางวัตถุ ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ การทำบุญลดลงล่ะมั๊ง กุศลไม่ค่อยส่ง กรรมมันเลยตามมาเร็วเหมือนเทคโนโลยี เรียกว่าไม่ต้องรอกันนาน
ยังไงก็แล้วแต่เหอะ..
แต่ที่แน่ๆ เวลาว่างๆ ความเหงาจะเข้ามาปกคลุมอย่างรวดเร็ว ได้ feeling โหวงเหวง เคว้งคว้าง วิ้วๆ และเริ่มฟุ้งซ่าน แต่ก็เพราะเราเองเลือกให้ชีวิตดำเนินมาทางนี้ ก็ถือซะว่า มีโอกาสให้ระลึกถึงตัวเองและคนรอบข้าง
ใช้ช่วงเวลาใน "การรอคอย" เพื่อคิดอะไรหลายๆ อย่าง..
คิดถึงสิ่งที่เคยเกิดขึ้น - กว่าจะเป็นวันนี้ เคยทำอะไรผิดพลาดไปบ้าง บอกตัวเองว่าอย่าทำอีกนะ!!
คิดถึงปัจจุบัน - ณ วันนี้ชีวิตเป็นอย่างไร มีความสุข? หรือ ทุกข์? มีอะไรที่คิดว่าต้องปรับเปลี่ยนให้ดีขึ้น และ
คิดเผื่อไปถึงอนาคต - อันนี้สิยาก 555 เอาเป็นว่าคิดถึงแต่ในสิ่งดีๆ ก็พอ ทำวันนี้ให้ดีที่สุดดีกว่าเนอะ อิอิ^^
วันพฤหัสบดี, ธันวาคม 18, 2551
เหงาจัง...
เผลอว่างๆ จะต้องมีคิดแว่บไปหาเค้าทุกทีเลย
คิดถึงช่วงเวลานั้นแล้วก็มีความสุขจนต้องอมยิ้มทุกทีตลกตัวเองชะมัด
ไม่คิดเลยว่าจะแก่อยู่แล้วยังมีอารมณ์วูบวาบเหมือนวัยรุ่นซะขนาดนี้
ไม่ได้เจอ ก็เหงา แต่ก็ต้องทำใจแข็ง ทำตัวเป็นผู้ใหญ่ (ยากจัง T_T)
ไม่ได้คุย ก็รู้สึกมันว่างๆ โหวงเหวงยังไงไม่รู้
คนอื่นๆ เค้าเป็นกันอย่างนี้หรือเปล่านะ เวลามีความรัก??
บางวันก็อยากให้เวลาผ่านไปเร็วๆ ...เมื่อไหร่จะเลิกงานสักที
แต่บางวันก็อยากให้แว๊บหายไปเลย ...เมื่อไหร่จะถึงวันหยุดที่รอคอย
แค่อยากเจอแต่เค้า ไม่ต้องคุยกันก็ได้ ขอแค่ได้อยู่ในสายตาก็พอใจ
วันนี้เพื่อนยังทักเลยว่า เห็นอาทิตย์นี้หน้าตาผ่องใสเชียวนะ
อ๊ะ! ไม่ได้สิ คนกำลังมีความรักก็ต้องดูแลตัวเองนิดนึง 555
ทั้งที่วันนี้มีงานเลี้ยงปีใหม่ หลายๆ คนคิดเตรียมการแสดงกันซะวุ่นวาย
ส่วนเราน่ะเหรอ เฉยๆ แฮะ ก็อยากให้ถึงเร็วๆ แล้วก็ผ่านไปเร็วๆ
แหะๆๆก็ไม่ใช่ว่าเราไม่ชอบนะ แต่มันมีอย่างอื่นที่น่าสนใจกว่าน่ะสิ
ทำไมนะ..วันเวลาที่มีความสุขมันช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว
1 วันราวกับ 1 ชั่วโมง เผลอแป๊ปเดียวก็ผ่านราวกับฝันไป
แต่เวลาแห่งความเหงามันเกาะกุมหัวใจได้นานกว่า
จนรู้สึกว่าแต่ละนาทีที่ผ่านไปช่างเชื่องช้าเสียจริง
นี่ก็เหลือวันศุกร์ที่น่าเบื่อคั่นกลางอยู่วันนึง!!
เมื่อไหร่จะถึงวันเสาร์ซะทีนะ ..
วันพุธ, ธันวาคม 17, 2551
อ้วน แล้วไง!! ..เศร้าอ่ะดิ
ก็ดันประมาทเองนี่เรา ลืม EPD/EPW Information ไปได้อย่างไร จะโทษว่า IMCT ไม่ส่ง plan มาให้ไม่ถูกซะทีเดียว ไอ้ไม่ส่งน่ะใช่ แต่เราเองก็ลืมตาม ถึงว่าทำไมมันตะหงิดๆ วะว่าลืมอะไรไปสักอย่างแต่นึกไม่ออกง่ะ เฮ้อ.. เซ็งเป็ด วันนี้หากจุกตูดเลย
Invoices ก็แสนบ้าบอ ออกไปได้ไงฟระ 8 set รวด ทำกันมือหงิกไปข้างนึง แต่ก็ยังดีนะ ที่มาให้ทำในช่วงไม่วุ่นเท่าไหร่ก็ถือว่าแก้อาการว่างงานไปซะละกัน
ใจนี่ไม่อยู่กะเนื้อกะตัวตั้งแต่เช้าละ อยากกลับบ้านไปรอใครบางคน อิอิ^^ คนมีความรักจะเป็นอย่างนี้ทุกคนหรือเปล่าน๊อออ อะไรก็เค้าๆๆๆ ตลอด รู้สึกหมั่นไส้ตัวเองอยู่นิดๆ เหมือนกันล่ะ! หัวใจล่องลอยไปทั่วเลย มีแต่เรื่องจะไปเที่ยวฟุ้งเต็มไปหมด ซึ่งมันก็ดีนะ ทำให้อยากมาทำงานวันจะไปผ่านไปเร็วๆ อยากไปเที่ยวแล้วอ้ะ!!!
นี่เย็นนี้ยังต้องอยู่ซ้อมการแสดงงานปีใหม่ออฟฟิศพรุ่งนี้อีกซะด้วย แต่คงต้องรีบจัดการให้จบใน 45 นาทีนี่แหละ เวลาน้อย!! จะไม่ทำก็ไม่ได้อีก ทีมอื่นนี่โคตรมุ่งมั่นขนาดข้าวกลางวันไม่กินกันเลย ปิดห้องซ้อมการแสดง!! อะไรจะขนาดนั้นน๊อ ส่วนเราน่ะเหรอ หมดไฟไปนานละ จะให้ไปแสดงอะไรตอนนี้ไม่อยากทำเอาซะเลย แขวนหน้ากากมาหลายปีฝุ่นเกาะจนคิดอะไรไม่ออก หน้าไม่ด้าน แบ่งแยกไม่ถูกแล้วด้วย ความอายมันกลับมาอีกแล้ว อีกอย่างตั้งแต่อ้วนเป็นหมูตอนขนาดนี้ เสียเซลฟ์ไปเยอะจนไม่อยากไปโชว์ตัวที่ไหนแล้ว ฮือๆๆ อ้วนแล้วมันแย่อย่างนี้นี่เอง T_T
วันอังคาร, ธันวาคม 16, 2551
Return: ความทรงจำใหม่..หัวใจเดิม
เจ็บปวดจริงๆ ก่อนนอนก็รู้สึกเหมือนตามันเล็กลง ตื่นขึ้นมาตาโตขึ้นเยอะ แต่มันเยอะซะจนบวมไปหมดทั้งตาเลยนี่สิ แม้จะเอาแป้งโปะ เมคอัพอัดเข้าไปยังไง๊ ยังไง มาถึงออฟฟิศก็ยังมีคนทัก "วันนี้เปลี่ยนแป้งหรือเปล่า ดูหน้าขาวๆ" ก็เออสิ! ถ้าหน้ามันไม่ขาว ตามันก็ดำ คงต้องเลือกสักอย่างนึงแหละ
ทางฝั่งเค้าบอกว่าไม่คิดว่าเราจะเป็นอย่างนี้ ทั้งที่เพิ่งตัดสินใจบอก "รัก" ไปเมื่อวันพฤหัสที่แล้ว และก็เพิ่งกลับจากไปเที่ยวด้วยกันมาด้วยซ้ำ นี่เค้าเปิดเผยขนาดนี้ก็ไม่น่าจะคิดอะไรแล้ว มันน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีด้วยซ้ำไป ทำไมเราต้องทำให้ทุกอย่างมันพังลงอีก
เหรอคะ.. ก็ไม่รู้นี่คะ จะต้องให้ "สังเคราะห์และวิเคราะห์เอง" ใช่ไหม ว่าที่ทำอย่างนั้นน่ะเพราะอะไร พอดีโง่น่ะคิดไม่ทัน จะเอาหัวที่มีแต่ Bias เต็มหัวไปวิเคราะห์มันจะได้อะไรนอกจากเข้าข้างตัวเองล่ะ เพราะงั้นไม่เข้าใจหรอกค่ะ! รู้แต่ว่าดีใจที่ "ได้ยิน" คำว่ารัก แต่ก็ "รู้สึก" ว่ามันไม่เหมือนเมื่อก่อน ที่พูดอย่างนี้ไม่ใช่เป็นเพราะอยากได้พฤติกรรม รักหวานแหวว.. จ๊ะจ๋า.. แบบวัยรุ่นหรอกนะ ยอมรับว่ามันก็เป็นสีสันอย่างนึง แต่ก็เข้าใจว่าโตแล้วคงไม่มีอารมณ์มาแอ๊บเด็กอย่างนั้นซักเท่าไหร่ ก็แค่ต้องการความรักอย่างเดิมกลับมา ความรักที่รู้สึกที่ว่าเค้าเต็มที่กับเราจริงๆ
ไม่ใช่รักแบบรักคนอื่น.. ไม่ใช่รักตัวเอง..
เฮ้อออ จะพูดออกมายังไงให้เข้าใจได้ล่ะเนี่ย รักแบบรักจริงๆ รักแบบที่ไม่ได้เห็นตัวเองเป็นใหญ่ ก็ในเมื่อคนที่รักในวันนี้ก็คือคนเดิมในวันนั้น แล้วมันผิดตรงไหนที่ต้องการความรักแบบเดิมจากคนเดิม??
แล้วไอ้คำถามซ้ำๆ ซากๆ ที่น่ารำคาญนั่นแหละ มันช่วยบอกได้ว่าคนที่พูดน่ะเป็นคนเดิมหรือเปล่า? บอกคนอื่นว่าเป็นแฟนมันก็ดีหรอกนะ เปิดเผยว่าคบกันอยู่ ซึ่งก็โอเคอยู่แล้ว เมื่อก่อนก็อยากทำมานานแล้ว แต่ลึกๆ แล้วรู้ว่าตัวเองไม่ดีพอที่จะเอาไปให้ใครดูหน้าได้ว่าเป็นแฟน (อายตัวเอง)
แต่สงสัยว่าตั้งแต่กลับมาคบกัน เราเคยตกลงคบกันอย่างจริงจังหรือเปล่าว่าเป็นแฟนกัน ??
ถ้ามองฝั่งเรา ใช่สิ เราน่ะแสดงเจตนารมณ์อย่างชัดเจน อยากกอดรัดฟัดเหวี่ยงทุกทีที่เจอหน้า ไอ้เรื่องอยากเป็นแฟนเค้าล่ะแน่นอน ส่วนเค้าล่ะ เจอก็เฉยๆ ทำท่าเหมือนเจอคนรู้จักงั้นแหละ ตั้งแต่คบกันมามีสักครั้งไหม ที่เค้าจะจับมือเราก่อน เค้าเคยกอดเราก่อน?? เออ เนอะ เพิ่งจะคิดได้ว่าไม่มี!!
(รู้สึกสมน้ำหน้าตัวเอง -_-" หน้าไม่อายจริงๆ เลยเรา)
ข้อมูลสุดท้ายที่มีก่อนหน้านี้คือ เราบอกรักเค้า แต่เค้าเลี่ยงๆ ที่จะพูดอะไร พอบีบคั้นมากๆ ก็พูดออกมาว่ายังไม่ได้รัก แต่ก็ตอบไม่ได้ว่าคิดอย่างไรกันแน่ ไม่อยากจะโกหก หรือพูดอะไรที่ไม่ได้มาจากใจจริงๆ แต่ถ้ามันฟังแล้วสบายใจ จะให้พูดว่ารักก็ได้นะ (นี่ถ้าชั้นบอกว่าก็ได้ มันจะทุเรศกว่านี้ไหมเนี่ย)
"บอกรักไปแล้วไม่ใช่แฟนแล้วจะเป็นอะไร ไม่อยากเป็นก็ได้นะ ยังไงก็ได้"
เสียใจนะ โกรธมากด้วย ที่ได้ยินอย่างนั้น สมองนี่จี๊ดขึ้นมาทันที คิดอยู่ว่าจะพูดสวนไปดีไหม
"ถ้าไม่เต็มใจก็ไม่ต้อง!!"
เมื่อก่อนเป็นคนแบบนี้หรือคะ ความละเอียดอ่อน ความใส่ใจมันหายไปไหนหมดแล้ว นี่คุณเป็นคนเดียวกับคนที่ชั้นรักหรือเปล่า??
ฟังดูเหมือนเสียสละตัวเองมากเลยนะ ยอมคบด้วยเนี่ยเพราะสงสาร โห..นี่เราน่าทุเรศขนาดนี้เลยเหรอ ต้องมาง้อผู้ชาย พยายามอ้อนวอนให้เค้ารัก นึกเกลียดตัวเองขึ้นมาตะหงิดๆ ไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นคนอย่างนี้เล้ยยย
..
..
..
ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็คงจะพูดไปแล้วล่ะ แต่ตอนนี้กำลังสำนึกผิดอยู่ว่าที่เค้าเปลี่ยนไปแบบนี้ก็เพราะเรา เพราะงั้นต้องยอมทน พยายามจะเข้าใจ ไปพร้อมๆ กับรอว่าคนรักคนเดิมจะกลับมาได้หรือเปล่า ชั้นรักคนๆ นั้นอ่ะ คนที่อบอุ่นและนุ่มนวล คนที่ให้ชั้นได้ทุกอย่าง คนที่ชั้นเชื่อว่าเค้ารักชั้นจริงๆไม่รู้ว่าเค้ายังอยู่แถวนี้หรือจากไปไกลแล้ว..
รู้ว่านะว่าตัวเองทำผิดไว้มาก มันคงมากๆๆๆ เสียจนทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป ถ้าเป็นตัวเองยังไม่รู้จะรับได้หรือเปล่าเลย (น่าจะไม่ได้แหละ) เพราะงั้นอย่างที่พูดออกมาเมื่อคืนนั่นแหละ ความน้อยใจ เสียใจที่แบกไว้ในใจตลอดมา เข้าใจดี
..บอกว่ารักคนเดิมแล้วทำไมตอนนั้นไม่รัก
..เป็นเมียน้อย
..เห็นแก่ตัว
..(คงมีอีกเยอะ ที่อยากจะพูดออกมา แต่ไม่อยากให้คนฟังเสียใจ)
ยอมรับผิดทุกอย่างค่ะ ไม่มีอะไรจะแก้ตัวทั้งนั้น..
รู้ตัวว่าทำสิ่งที่เลวร้ายลงไปมากขนาดไหน ถึงแม้จะไม่ได้เป็นคนเจ็บเองแต่ก็สัมผัสได้จากความเสียใจของคนที่เรารักได้รับกรรมที่ต้องฝืนความรู้สึกตัวเองแสร้งทำว่าชีวิตปกติดีทั้งที่ในใจมันอยากไปหาใจแทบขาด ต้องเสียตัว (เจ็บตัว) เสียของ (พังไปเป็นแถบๆ) ต้องเห็นคนที่เรารักเสียใจทั้งที่มันเกิดจากตัวเราเอง สิ่งที่เป็นกำลังใจได้ ก็คือความหวังว่า วันนึงคงมีโอกาสได้มีความรักดีๆ อีกสักครั้ง
เพราะงั้นในวันนี้จึงอยู่ตรงนี้ ขอโอกาสเพื่อแก้ตัวในสิ่งที่ทำผิดพลาดลงไป ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้กลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกหรือเปล่า แต่ก็อยากจะลองพยายามทำอะไรเพื่อรักอีกสักครั้งกับคนที่เคยทำให้เราเชื่อว่าเค้ารักเรามากจริงๆ อยากให้เค้าได้เข้าใจว่าเรารักเค้ามากเช่นกัน ชีวิตนี้คงไม่คิดจะไปมีอะไรกับใครอีกแล้ว ปีหน้านี่ก็ 30 แล้วนะ เพียงพอแล้วกับความรักๆ ใคร่ๆ แบบวัยรุ่น หมดเวลาที่จะตามหา Mr. Right Man แล้วล่ะ มันคงได้เวลาจะหยุดอยู่กับใครสักคน แต่ถ้าในอนาคต ความรักมันไม่เป็นไปอย่างที่คิดจริงๆ ก็คงแล้วแต่ชะตา เราอาจจะไม่ได้เกิดมาเพื่อมีใครสักคนเคียงข้างก็ได้ คิดว่างั้นนะ
แม้ว่าวันนี้กล้าที่จะตัดสินใจทิ้งใครบางคนมาเพื่อจะเริ่มต้นใหม่
แต่คนรักคนเดิมของเรา เค้าคงจะยังรอเราอยู่ที่เดิมหรือเปล่านะ..
คนที่ยืนอยู่ตรงนี้ คือเค้าหรือเปล่า..
วันพุธ, ธันวาคม 03, 2551
ธันวาคม เดือนแห่งความสุข (...สงวนลิขสิทธ์สำหรับคนมีคู่เท่านั้น!!.. )
โอ้.. แม่เจ้า เซ็งสุด!!
อุตส่าห์นั่งพิมพ์ข้อความไว้ยาวพรื่ด แถมกำลังบิวท์ได้สุดๆ แต่น้อง dell สุดที่รักดันฝันค้าง จนทำให้ต้อง "จิ้ม" เครื่องไปอย่างลืมตัว มาคิดได้อีกทีหน้าจอว่างเปล่า
Starting Windows...
ฉิบ!!
ยังไม่ได้เซฟซะด้วยสิ แล้วนี่จะจำได้ไหมวะเนี่ยว่าพิมพ์อะไรไว้อ่ะ ไม่เป็นไร วันนี้ว่างๆ นั่งระลึกชาติดูอีกทีก้อได้ ไหนๆ งานก็ไม่เยอะอยู่แล้วหนิช่วงนี้...
...
...เดือนสุดท้ายของปีอีกแล้วสินะ..ยังไม่เห็นมีใครมากอดเลย..
เฮ้ยย!! ไม่ใช่!!!
ได้ยินเรื่อง "ลมหนาว" "อากาศเย็น" "ปลายปี" "ธันวาคม" ทีไร อดคิดถึงหนุ่มน้อยสุดหล่อลูกชาย'จารย์วินไม่ได้ ป่านนี้คงโตเป็นหนุ่มแล้วมั๊ง น่าจะหล่อใสเหมือนพ่อ
"ลมหนาวพัดมาอีกแล้ว.. ยังไม่เห็นมีใครมากอดเลย.."
เสียงแจ๋วๆ ของน้องภูมิก็ยังคงประทับใจเราอยู่จนถึงวันนี้ เด็กหนอเด็ก..ไปได้ยินมาจากไหนกันน๊อ!! ฟังแล้วน่าจับตัวมาฟัดซะให้เข็ด 55++
แป๊ปเดียวเดือนธันวาคมเวียนวนกลับมาอีกแล้ว ..กำลังจะแก่ขึ้นอีกปี.. (ไม่สิ! อันนี้ไม่อยากพูดถึง) มันทำให้นึกถึงฤดูหนาว เทศกาลคริสมาสต์ ปีใหม่ และของขวัญ ซึ่งทุกๆ ปีจะได้พบเจอสิ่งเหล่านี้เป็นประจำ และก็มักจะเป็นช่วงเวลามีเรื่องราวอะไรให้กระชุ่มกระชวยหัวใจไปได้อีกนาน ^^
อย่างเช่น คริสมาสต์ปีโน้น.. เวลาค่ำๆ ฟ้ากำลังมืด ยืนอยู่ที่ท่าน้ำโรงแรมแมริออท ใต้ต้นคริสมาสต์ประดับไฟสวยๆ ใส่ชุดราตรีไปยืนรับลมที่ท่าน้ำ อากาศโคตรหนาวเลย แต่เพื่อบรรยากาศงามๆ นู๋ทนได้!! ยืนๆ สั่นๆ แล้วก็มีเสื้อสูทตัวใหญ่มาคลุมใหล่ให้ เอ้อ..อ ละค้อน..ละคอน โรแมนติกโคตรๆ ..ชีวิตนี้ชั้นจะมีโอกาสได้ไปทำซึ้งริมแม่น้ำอีกหรือเปล่าวะเนี่ย?? 55++
นึกๆ ถึงหนังที่มีบรรยากาศปีใหม่ได้เรื่องนึง "รักแห่งสยาม" ไปรื้อมาดูอีกทีท่าจะดี ถ้าไม่ติดว่ามีฉากผู้ชายจูบกันอ่ะนะ ทำเอาหมดอารมณ์ไปหน่อย แต่พระเอกสองคนน่าร๊าก..ก ทำให้มองข้ามช็อตนั้นไปได้ แต่คาดว่าหนังซึ้งๆ อย่างนั้น ดูแล้วจะมีน้ำตาตก 55++ (หัวเราะตัวเอง)
วันนี้ตั้งแต่เช้า ได้ยินใครก็พูดกันเรื่องโปรแกรมวันหยุดและช่วงปีใหม่ ต่างคนต่างก็คิดหาที่ท่องเที่ยวกันอย่างมีความสุข ไอ้เรานี่ก็นั่งคิดเหมือนกัน คิดว่าปีนี้ตรูจะทำอะไรดีฟะเนี่ย เหงาจัง T_T ทำไมปีนี้รู้สึกว่าฤดูหนาวของเรามันช่างเงียบสงบซะจริงๆ ไม่มีไอเดียใดๆ จะบรรเจิดขึ้นมามั่งรึไงเนี่ย -_-?
ปีก่อนๆ ก็ขับรถขึ้นเหนือ ท่องเที่ยว ชื่นชม อากาศเย็นๆ ที่คนกรุงเทพไม่ได้สัมผัส ตกดึกก็กางเต้นท์ จุดเทียน ผิงกองไฟ นั่งฟังเพลงกินข้าว มีความสุขอย่างสบายๆ ปนหนาวๆ (แอบคิดว่ามาทรมาณตัวเองทำไมวะ) แถมยังติดใจ "ถนนคนเดิน" ที่เชียงใหม่อยู่ไม่หาย ไปทีไร..ต้องไปเดิน แล้วเดินทีไร..ก็ต้องมีของติดมือมาทุกทีสิ!
แต่ปีนี้.. ไม่เหมือนปีไหนๆ ไอ้ครั้นจะขึ้นเหนือคนเดียวมันก็ได้อยู่ แต่แค่คิดว่าไปที่ไหนก็ต้องเจอคนเป็นหมู่คณะ หัวเดียวกระเทียมลีบอย่างเรา ขี้คร้านจะเศร้ามากกว่าหดหัวอยู่บ้านซะอีกมั๊งนั่น!
เฮ้อ..อ บอกได้คำเดียว "เซ็งว่ะ"
พยายามคิดอยู่ว่า 1 เดือนที่เหลือของปีนี้ เรามีกิจกรรมอะไรทำมั่ง เผื่อมีอะไรดีๆ ที่พอจะทำให้ชีวิตมันกระชุ่มกระชวยขึ้นมามั่ง
คิดแล้ว.. คิดอีก.. คิดไม่ออก -*-.
ทำไม ตูข้านี้ช่าง โลนลี่ อิน เดอะ แพลนเน็ต ขนาดนี้ ฟระ!!
13-14 ธ.ค. (เสาร์-อาทิตย์) ไปเที่ยวกับออฟฟิศชาวบ้าน เป็น guest ผู้ติดตามที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองจะอยู่ในฐานะอะไรดี แต่ก็อยากไปนะ..เพราะอยากอยู่กับเค้าอ่ะที่ไหนก็ได้..ไปด้วย
17 ธ.ค. (พุธ) วันเกิดแม่ ก็คงเหมือนกับทุกๆ ปี พาแม่ไปตักบาตร แล้วก็ไปกินข้าวเย็นด้วยกัน
18 ธ.ค. (พฤหัส) งานเลี้ยงของออฟฟิศ New Year ที่ Fabric รู้สึกว่าจะอยู่เกษตร-นวมินทร์ แต่ไม่รู้พิกัดที่แน่นอน ก็คงเหมือนเดิม กินๆ ฮาๆ มีของติดมือกลับบ้าน (คาดว่าจะเป็นของใช้ในครัวเรือนอีกตามเคย ปีก่อนได้หม้อสุกี้ ปีโน้นได้เตารีด ปีนี้จะได้อะไรล่ะเนี่ย??)
หมดแล้วอ่ะ ฤดูหนาว อากาศชิล..ชิล ทั้งที แต่ไม่มีเรื่องอะไรให้ตื่นเต้นซะเลยน๊อ..อ
เฮ้ออ .. (ถอนหายใจเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วเนี่ย) ปลายปีนี่เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขของคนมีคู่ซะจริงๆ ตามห้างร้านต่างๆ ก็มีการประดับไฟสวยงาม อากาศก็สบายๆ ไอ้คนที่เหมือนๆ จะมีคู่ กำลังก้ำกึ่งลูกผีลูกคนอย่างเรา มันก็ต้องสุขๆ เศร้าๆ สลับกันนี่ล่ะนะ
เมื่อไหร่เค้าจะมองเห็นความรักของเราซะทีนะ คิดแล้วมันก็น้อยใจ ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า อย่างน้อยเราก็ยังมีคนให้คิดถึงล่ะวะ
คิดถึงตัวกลมๆ เนื้อแน่นๆ จังเลย
เจ้าตัวเค้าจะรู้มั๊ยว๊า ว่า มีคนคิดถึงเนี่ย
อยากจะบอกกับเจ้าตัวก็บอกไม่ได้ พูดบ่อยๆ เค้าก็เห็ว่ามันแค่คำธรรมดา ดีไม่ดีจะรำคาญซะเปล่าๆ อึดอัดจริงว้อยย รักหรือไม่รัก คิดถึงรึเปล่า แคร์ความรู้สึกกันมั่งมั๊ย!!!
