บางทีก็มัวแต่หลงทางอยู่กับการคาดหวังอยากให้เค้าเป็นอย่างที่ใจเราคิดมากซะจนลืมตัวไปว่า เราก็รักเค้าที่เป็นแบบนี้ไม่ใช่หรือ?
ความรักของเราเกิดจากความรู้สึกดีๆ ที่มีให้กัน ผ่านช่วงเวลาที่ยาวนานจนค่อยๆ ก่อร่างสร้างตัวเป็นความรักที่มีพื้นฐานจากความผูกพัน
การที่เราได้รู้จักและเรียนรู้กัน จนสามารถยอมรับในข้อดีและข้อเสียของกันและกัน
แล้วมองเห็นความดีในตัวตนที่แท้จริงได้ต่างหากที่ทำให้ความรักดำรงอยู่ได้จนทุกวันนี้
แม้ว่า...คู่ของเราจะไม่หวานซึ้งเหมือนคู่อื่นๆ ที่เราเคยอิจฉา
แม้ว่า...ที่ผ่านมาและในวันนี้จะไม่ได้อยู่ด้วยกันอย่างที่ใจเราต้องการ
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความรู้สึกพิเศษที่รับรู้ได้ระหว่างเราสองคนนั้นมั่นคงและยาวนานกว่าใครๆ
หลายวันที่ผ่านมาฟุ้งซ่านไปพอสมควรกับความน้อยใจในตัวคนรักที่แม้จะดูแลเอาใจใส่อย่างเสมอต้นเสมอปลายตลอดมา แต่การที่ความหวาน ความทะเล้นน่ารักที่ดูเหมือนจะลดน้อยลงไปกว่าเดิม ทำให้อดคิดเปรียบเทียบกับเมื่อก่อนไม่ได้ รวมกับความคิดฝังหัวว่าเราเป็นฝ่ายรักเค้าก่อน และเป็นคนที่เอ่ยปากขอ second chance จากเค้า ในวันที่เค้าเข้มแข็งพอที่จะอยู่ได้โดยไม่มีเรา ก็เลยเป็นเหตุให้คิดน้อยใจไปต่างๆ นานาว่าเค้าเปลี่ยนไปจากคนเดิมที่เคยรักเรามากจนอยากที่จะใช้ชีวิตร่วมกัน กลายเป็นคนที่กลับมาคบกันเพราะสงสารหรือด้วยความผูกพันมากกว่าจะรักกันเหมือนเดิม
นึกประหลาดตัวเองที่จนแล้วจนรอดก็ได้แต่คิด ไม่สามารถจะทำอะไรที่เป็นการประชดได้ ไม่ใช่เพราะกลัวจะทำให้ตัวเองต้องเจ็บปวด แต่ยังแอบคิดเข้าข้างตัวเองอยู่นิดๆ ว่าเค้ายังแคร์เราอยู่บ้าง แม้จะน้อยใจอย่างไรก็ยังไม่อยากให้เค้าผิดหวังในตัวเรา ในเมื่อจิตใจส่วนลึกยังอยากเป็นคนรักที่ดีให้เค้าภูมิใจ
มานั่งย้อนคิดดูอีกที เรายังโชคดีกว่าคนอื่นอีกมากมาย ที่คนรักของเราคนนี้ทำให้เราเชื่อมั่นได้ว่าเสมอว่าเค้าไม่ทำอะไรนอกลู่นอกทาง ตั้งแต่รู้จักกันมาจนถึงวันนี้ เค้าเสมอต้นเสมอปลายทั้งความสุภาพอ่อนโยน และการกระทำ
เพียงแค่นี้ยังไม่พออีกหรือ สำหรับการเป็นคนรักที่ดีที่น่าภูมิใจ??
สุดท้ายก็ได้แต่ถามประโยคเดิมซ้ำๆ เพื่อย้ำตัวเองอีกครั้งก่อนจบความคิดว่า
"การที่เราคิดแบบนี้คงไม่ได้เป็นเพราะเรากำลังหลงจึงมองเห็นแต่ข้อดีของเค้าหรอกนะ?"
วันจันทร์, ธันวาคม 28, 2552
วันศุกร์, ธันวาคม 11, 2552
3 ปี คนเราจะเปลี่ยนได้มากน้อยแค่ไหน?
ช่วงนี้รู้สึกประหลาดเหมือนๆ จะมีความสุข แต่ก็รู้สึกเศร้าในเวลาเดียวกันจะ
ว่าไงดีล่ะ..
โดยทั่วๆ ไปความรักวันนี้ก็เหมือนจะดีทุกอย่าง มีคนรักที่เป็นคนดี ดูแลเอาใจใส่อย่างเสมอต้นเสมอปลาย และไม่คิดนอกใจแต่ทำไมนะ ถึงมีความรู้สึกว่ามันแห้งแล้งอย่างไรชอบกล
..In The Middle of Nowhere ..
ประมาณนั้นเลยมั๊งความรู้สึกสับสนที่ไม่รู้จะเดินไปทางไหน no sign to lead the way .. no inspiration แต่ก็ไม่ใช่ dead end
เวลาเศร้าๆ เซ็งๆ มันอดไม่ได้ที่จะกลับไปอ่าน e-mail เก่าๆ อีกครั้ง ประโยคสนทนาในช่วงเวลาที่ดอกรักผลิบาน อ่านเท่าไหร่มันก็รู้สึกดีทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นประโยคสนทนาที่เต็มไปด้วยความกระตือรือล้น แสดงออกถึงเจตนาภายในใจอย่างแรงกล้าและมุ่งมั่นที่จะได้มา
แม้ว่าทุกครั้งที่อ่านตัวเองก็จะต้องรู้สึกละอายกับสิ่งที่ทำไป ยังสัมผัสได้ถึงความรู้สึกลึกๆ ของใบหน้าระรื่นและคำตอบแบบไม่คิดอะไร ทั้งที่ในใจก็รู้สึกไม่ต่างกันเท่าไหร่ เจ็บทุกครั้งที่ต้องทำหน้าตาย เพราะไม่พร้อมที่จะตอบรับความรักได้อย่างชัดเจนได้แต่คิดในใจเองว่า "สักวันหนึ่ง..เมื่อถึงวันนั้น..เราจะแสดงออกอย่างตรงไปตรงมาที่สุด"หวังไว้ว่าอยากจะเห็นสีหน้าและแววตาของเค้ายามที่ได้รู้ว่าเราก็รักเค้ามากเช่นกัน
ในวันนี้ที่เราสามารถพูดได้อย่างเต็มปากเสียทีว่าเค้าคือคนรักเพียงคนเดียว แต่ทำไมนะ.. มันถึงรู้สึกว่าสิ่งที่ได้รับกลับมามันไม่เหมือนเดิมเสียแล้ว
ส่วนหนึ่งคงเพราะวัยที่เปลี่ยนไป ผู้ชายอายุใกล้เลข 4 จุดหมายในชีวิตกลายเป็นงานและความก้าวหน้าในอนาคต เรื่องรักๆ ใคร่ๆ เป็นเพียงส่วนประกอบอย่างหนึ่งเป็นสีสันให้คลายความเครียดในวันที่ต้องการพักผ่อน แตกต่างกับผู้หญิงวัย 30 นั้นยังคงต้องการชายคนรักคนเดิม คนที่จะมาเติมเต็มความสัมพันธ์ที่ขาดหายด้วยชีวิตของเราสองคน
คงจริงอย่างที่เค้าว่ากันไว้ของใดที่ยังไม่ได้มา มันช่างหอมหวลเกินจะทน คนทั้งหลายถึงพยายามทำทุกอย่างเพื่อจะได้ครอบครองมัน แต่เมื่อใดก็ตามที่ของนั้นตกเป็นของเราแล้ว ก็จะไม่มีกิเลสในความอยากอีกต่อไป ถึงไม่หมดค่าแต่ก็ไร้ความน่าสนใจ
...สิ่งที่เคยไขว่คว้ายามไกล เมื่ออยู่ในมือมันก็กลายเป็นของธรรมดา...
สิงหาคม 2006..
ช่วงเวลาที่ความรักหอมหวาน ต่างคนต่างโหยหาในกันและกัน รอวันที่จะได้อยู่ร่วมกัน ทั้งที่ในวันนั้นยังเป็นแค่คนรักที่ห่างไกล
1,000 กว่าวันผ่านไป
ธันวาคม 2009
ปัจจุบันกับสถานภาพคนรัก ในวันนี้ที่ใครๆ ก็รับรู้ว่าเราเป็นแฟนกัน แต่กลับรู้สึกถึงอารมณ์ความรู้สึกของกันและกันได้น้อยลงความเคยชินทำให้ความรักจางลงบ้างไหมนะ..
เขียนไรไปวะเนี่ย งงตัวเอง..
ว่าไงดีล่ะ..
โดยทั่วๆ ไปความรักวันนี้ก็เหมือนจะดีทุกอย่าง มีคนรักที่เป็นคนดี ดูแลเอาใจใส่อย่างเสมอต้นเสมอปลาย และไม่คิดนอกใจแต่ทำไมนะ ถึงมีความรู้สึกว่ามันแห้งแล้งอย่างไรชอบกล
..In The Middle of Nowhere ..
ประมาณนั้นเลยมั๊งความรู้สึกสับสนที่ไม่รู้จะเดินไปทางไหน no sign to lead the way .. no inspiration แต่ก็ไม่ใช่ dead end
เวลาเศร้าๆ เซ็งๆ มันอดไม่ได้ที่จะกลับไปอ่าน e-mail เก่าๆ อีกครั้ง ประโยคสนทนาในช่วงเวลาที่ดอกรักผลิบาน อ่านเท่าไหร่มันก็รู้สึกดีทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นประโยคสนทนาที่เต็มไปด้วยความกระตือรือล้น แสดงออกถึงเจตนาภายในใจอย่างแรงกล้าและมุ่งมั่นที่จะได้มา
แม้ว่าทุกครั้งที่อ่านตัวเองก็จะต้องรู้สึกละอายกับสิ่งที่ทำไป ยังสัมผัสได้ถึงความรู้สึกลึกๆ ของใบหน้าระรื่นและคำตอบแบบไม่คิดอะไร ทั้งที่ในใจก็รู้สึกไม่ต่างกันเท่าไหร่ เจ็บทุกครั้งที่ต้องทำหน้าตาย เพราะไม่พร้อมที่จะตอบรับความรักได้อย่างชัดเจนได้แต่คิดในใจเองว่า "สักวันหนึ่ง..เมื่อถึงวันนั้น..เราจะแสดงออกอย่างตรงไปตรงมาที่สุด"หวังไว้ว่าอยากจะเห็นสีหน้าและแววตาของเค้ายามที่ได้รู้ว่าเราก็รักเค้ามากเช่นกัน
ในวันนี้ที่เราสามารถพูดได้อย่างเต็มปากเสียทีว่าเค้าคือคนรักเพียงคนเดียว แต่ทำไมนะ.. มันถึงรู้สึกว่าสิ่งที่ได้รับกลับมามันไม่เหมือนเดิมเสียแล้ว
ส่วนหนึ่งคงเพราะวัยที่เปลี่ยนไป ผู้ชายอายุใกล้เลข 4 จุดหมายในชีวิตกลายเป็นงานและความก้าวหน้าในอนาคต เรื่องรักๆ ใคร่ๆ เป็นเพียงส่วนประกอบอย่างหนึ่งเป็นสีสันให้คลายความเครียดในวันที่ต้องการพักผ่อน แตกต่างกับผู้หญิงวัย 30 นั้นยังคงต้องการชายคนรักคนเดิม คนที่จะมาเติมเต็มความสัมพันธ์ที่ขาดหายด้วยชีวิตของเราสองคน
คงจริงอย่างที่เค้าว่ากันไว้ของใดที่ยังไม่ได้มา มันช่างหอมหวลเกินจะทน คนทั้งหลายถึงพยายามทำทุกอย่างเพื่อจะได้ครอบครองมัน แต่เมื่อใดก็ตามที่ของนั้นตกเป็นของเราแล้ว ก็จะไม่มีกิเลสในความอยากอีกต่อไป ถึงไม่หมดค่าแต่ก็ไร้ความน่าสนใจ
...สิ่งที่เคยไขว่คว้ายามไกล เมื่ออยู่ในมือมันก็กลายเป็นของธรรมดา...
สิงหาคม 2006..
ช่วงเวลาที่ความรักหอมหวาน ต่างคนต่างโหยหาในกันและกัน รอวันที่จะได้อยู่ร่วมกัน ทั้งที่ในวันนั้นยังเป็นแค่คนรักที่ห่างไกล
1,000 กว่าวันผ่านไป
ธันวาคม 2009
ปัจจุบันกับสถานภาพคนรัก ในวันนี้ที่ใครๆ ก็รับรู้ว่าเราเป็นแฟนกัน แต่กลับรู้สึกถึงอารมณ์ความรู้สึกของกันและกันได้น้อยลงความเคยชินทำให้ความรักจางลงบ้างไหมนะ..
เขียนไรไปวะเนี่ย งงตัวเอง..
วันพฤหัสบดี, ธันวาคม 10, 2552
ผู้หญิงชอบน้อยใจกับผู้ชายชอบแกล้ง
คงเพราะผู้ชายมาจากดาวคนละดวงจริงๆ ล่ะมั๊ง ถึงได้รู้สึกว่าคุยกันเหมือนอยู่บนสายไฟคนละเฟสอย่างนี้
เวลาที่คนถามอะไรสักอย่าง ถ้าไม่ต้องการคำตอบแล้วจะเอ่ยปากถามไปให้เสียน้ำลายทำไม??
มันยากนักหรือไงที่จะเอ่ยคำแค่2 พยางค์ที่ใช้แทนความในใจ "คิดถึง" แค่เนี้ย!!! แล้วยิ่งถ้ามันเป็นสิ่งที่คิดอยู่ในใจอยู่แล้วด้วย มันไม่ควรจะต้องใช้ความพยายามในการพูดมากนักใช่ไหม
"ไม่ได้คิดถึงเลย พอทำงานก็ไม่ได้คิดอะไร ทำเสร็จก็กลับ"
ประโยคสั้นๆ เนี่ยนะ ..ถ้าไม่ใช่คนพิเศษก็คงไม่คิดอะไรมากหรอก เออ.. ก็เรื่องของเมิง ไม่คิดก็ไม่คิด แต่ไอ้คนที่ตอบนี่ดันเป็นคนที่เราคิดถึงตลอดทั้งวันน่ะสิ ก็แล้วมันผิดหรือไงที่คาดหวังว่าคนที่รักกันก็น่าจะมีความคิดคล้ายๆ กันบ้างน่ะ ฟังแล้ว..หมดเลย.. พลังงานที่ยังเหลือยู่จากกิจกรรมภายนอกทั้งวัน
ถ้าทรุดลงไปกองได้มันก็คงลงไปแล้วล่ะ แต่บังเอิญว่านอนอยู่ ไอ้ที่ร่วงมันเลยเป็นน้ำตาอย่างเดียว
เออ.. นี่ตกลงว่าชั้นรักเค้าข้างเดียวใช่ไหม??
มันมีคนรักกันชาติไหนที่ไม่คิดถึงกันเพราะทำงานอยู่กันยะ!!
พอเราเสียใจ ก็ถึงจะมาบอกว่าก็แกล้งพูดไปอย่างนั้นแหละ เพราะรู้ว่าอยากได้ยินอะไร ก็ คนมันโรคจิตอ่ะ
เออ.. ก็คงใช่แหละ ถ้าคิดว่าสิ่งที่ทำไปนั้น ตั้งใจทำทั้งที่รู้ว่ามันจะทำให้คนที่ตัวเองเคยบอกว่ารักต้องเสียใจ
ตบหัวเสร็จก็ลูบหลังต่อ.. ชอบบอกเสมอว่า "ทำไมไม่ดูจากการกระทำล่ะ ถ้าไม่คิดถึงจะโทรหามั๊ย"
อืม.. โทรหาก็จริงอยู่ แต่คุณก็ไม่ได้แสดงให้รู้เลยนี่ว่าโทรมาเพราะคิดถึง ไม่ใช่เพราะมีธุระน่ะ
เคยคิดบ้างไหมว่ากว่าจะทำให้เข้าใจได้ ก็เมื่อนึกไปเสียแล้วว่าเค้ารู้สึกอย่างที่พูดออกมา แล้วก็เสียใจไปเรียบร้อยแล้ว การฉุดคนที่เสียใจให้มีกำลังใจ กับการให้กำลังใจคนที่ยืนอยู่ อันไหนมันจะใช้พลังงานมากว่ากัน
ถ้าจะคิดรักษานิสัยอย่างนั้นไว้แล้วให้คนรักต้องชินไปเอง
สงสัยคงได้เสียใจกันอีกนาน
เวลาที่คนถามอะไรสักอย่าง ถ้าไม่ต้องการคำตอบแล้วจะเอ่ยปากถามไปให้เสียน้ำลายทำไม??
มันยากนักหรือไงที่จะเอ่ยคำแค่2 พยางค์ที่ใช้แทนความในใจ "คิดถึง" แค่เนี้ย!!! แล้วยิ่งถ้ามันเป็นสิ่งที่คิดอยู่ในใจอยู่แล้วด้วย มันไม่ควรจะต้องใช้ความพยายามในการพูดมากนักใช่ไหม
"ไม่ได้คิดถึงเลย พอทำงานก็ไม่ได้คิดอะไร ทำเสร็จก็กลับ"
ประโยคสั้นๆ เนี่ยนะ ..ถ้าไม่ใช่คนพิเศษก็คงไม่คิดอะไรมากหรอก เออ.. ก็เรื่องของเมิง ไม่คิดก็ไม่คิด แต่ไอ้คนที่ตอบนี่ดันเป็นคนที่เราคิดถึงตลอดทั้งวันน่ะสิ ก็แล้วมันผิดหรือไงที่คาดหวังว่าคนที่รักกันก็น่าจะมีความคิดคล้ายๆ กันบ้างน่ะ ฟังแล้ว..หมดเลย.. พลังงานที่ยังเหลือยู่จากกิจกรรมภายนอกทั้งวัน
ถ้าทรุดลงไปกองได้มันก็คงลงไปแล้วล่ะ แต่บังเอิญว่านอนอยู่ ไอ้ที่ร่วงมันเลยเป็นน้ำตาอย่างเดียว
เออ.. นี่ตกลงว่าชั้นรักเค้าข้างเดียวใช่ไหม??
มันมีคนรักกันชาติไหนที่ไม่คิดถึงกันเพราะทำงานอยู่กันยะ!!
พอเราเสียใจ ก็ถึงจะมาบอกว่าก็แกล้งพูดไปอย่างนั้นแหละ เพราะรู้ว่าอยากได้ยินอะไร ก็ คนมันโรคจิตอ่ะ
เออ.. ก็คงใช่แหละ ถ้าคิดว่าสิ่งที่ทำไปนั้น ตั้งใจทำทั้งที่รู้ว่ามันจะทำให้คนที่ตัวเองเคยบอกว่ารักต้องเสียใจ
ตบหัวเสร็จก็ลูบหลังต่อ.. ชอบบอกเสมอว่า "ทำไมไม่ดูจากการกระทำล่ะ ถ้าไม่คิดถึงจะโทรหามั๊ย"
อืม.. โทรหาก็จริงอยู่ แต่คุณก็ไม่ได้แสดงให้รู้เลยนี่ว่าโทรมาเพราะคิดถึง ไม่ใช่เพราะมีธุระน่ะ
เคยคิดบ้างไหมว่ากว่าจะทำให้เข้าใจได้ ก็เมื่อนึกไปเสียแล้วว่าเค้ารู้สึกอย่างที่พูดออกมา แล้วก็เสียใจไปเรียบร้อยแล้ว การฉุดคนที่เสียใจให้มีกำลังใจ กับการให้กำลังใจคนที่ยืนอยู่ อันไหนมันจะใช้พลังงานมากว่ากัน
ถ้าจะคิดรักษานิสัยอย่างนั้นไว้แล้วให้คนรักต้องชินไปเอง
สงสัยคงได้เสียใจกันอีกนาน
วันอังคาร, ธันวาคม 08, 2552
ชาร์ตเท่าไหร่ไฟก็ไม่เต็มสักที
เพิ่งกลับมาจากทริปสังขละบุรีเมื่อวาน 3 วัน 2 คืน ผ่านไปอย่างรวดเร็วตามเคย สนุกและมีความสุขตามอัตภาพ แม้จะไม่ถึงขั้น delight แต่อย่างน้อยก็ได้พักผ่อน มองต้นไม้ สายน้ำ ชีวิตชาวบ้านและสีสันของนักท่องเที่ยวต่างถิ่น เสียงหัวเราะและความสุขเหล่านั้นทำให้พลังใจกลับคืนมาได้บ้างไม่มากก็น้อย
วันนี้ชีวิตก็ดำเนินไปตามปกติ น่าเบื่อเหมือนทุกวัน แถมยังมีอะไรค้างคาใจให้รู้สึกตะขิดตะขวงอยู่ลึกๆ แต่สุดท้ายก็ทำได้แค่เพียง "ทำใจ" ร่มๆเข้าไว้ เพราะยังไงเสียคำตอบมันก็ไม่ได้อยู่ที่ตัวเรา ดิ้นรนไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา ชีวิตมันก็อย่างนี้ล่ะนะ ถ้าเรารู้ทุกอย่าง มันก็คงไม่มีคำว่าตื่นเต้นแล้วล่ะมั๊ง
-- Post From My iPhone
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
