วันจันทร์, พฤษภาคม 24, 2553

อะไรที่เป็นของเรา..ก็ต้องเป็นของเรา..

เหนื่อยใจจังเลย.. กี่ครั้งแล้วนะที่บอกอย่างนี้กับตัวเอง ก็เพราะมันไม่รู้จะอธิบายอะไรได้ดีไปกว่านี้แล้วนั่นเอง

คนที่รักกันมากถึงขนาดจะแต่งงานกัน ก็คงต้องมีความอยากที่จะอยู่ด้วยกันมากๆ ทั้งสองฝ่าย ทำให้ต้องช่วยกันทำความตั้งใจให้เป็นจริง แล้วเราล่ะ.. ทำไมถึงรู้สึกว่ามีแต่เราที่อยากจะใช้ชีวิตอยู่กับเค้ามากซะจนคิดว่าพิธีรีตรองอะไรทั้งหลายแหล่ ไม่มีความจำเป็นอะไรอีกแล้ว ถ้าแลกกับเวลาที่จะได้อยู่ด้วยกันเร็วขึ้นแม้เพียง 1 วัน แต่สำหรับเค้าความรู้สึกที่ว่านี้มันคงลดลงมากๆ จนกระทั่งกลายเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น เหมือนทุกอย่างเดินไปตามทางที่เค้ามองเห็นอยู่คนเดียว ทั้งที่ทางนั้นมันควรจะต้องมีเราเดินไปด้วยไม่ใช่หรือ

การที่ต้องรออะไรสักอย่างที่ตัวเราไม่สามารถจะควบคุมมันได้ ช่างเป็นช่วงเวลาที่ทรมาณเสียจริงๆ ถึงแม้จะบอกตัวเองว่ามันไม่ได้ไร้จุดหมายเสียทีเดียว แต่ก็ไม่สามารถจะระบุได้เช่นกันว่าการรอคอยนั้นจะจบลงเมื่อไหร่ ยิ่งวันเวลาผ่านไปความหวังในใจมันก็ค่อยๆ ริบหรี่ลงทุกที พลังใจที่พยายามสร้างขึ้นมามันไม่สามารถทดแทนกันได้ทัน

หลายๆ คำถามที่ไม่สามารถตอบตัวเองได้..

การมีเราอยู่ไม่ได้ช่วยทำให้ความกลัวของเค้าลดลง หนำซ้ำมันกลับทำให้เค้ารู้สึกไม่แน่ใจว่าเราสองคนจะอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข แล้วเค้าจะมีเราไว้ทำไม..

"ไม่พร้อม" คำสั้นๆ แต่ทรงอานุภาพและสามารถตอบคำถามทั้งมวลได้ในครั้งเดียว การที่ผู้ชายคนหนึ่งจะไม่พร้อมที่จะก้าวไปอีกบทบาทหนึ่งของชีวิตมันก็เป็นคำอธิบายง่ายๆ ได้ว่าเค้ายังไม่เจอใครสักคนที่เค้าคิดว่าจะร่วมชีวิตกันได้น่ะสิ ลองคิดว่ามัน "ใช่" ไม่ว่าจะยากเย็นแสนเข็ญสักเพียงใด เชื่อว่าคนเราก็คงพยายามที่จะทำให้มันเป็นจริงจนได้ ลองว่าสิ่งนั้นไม่ใช่ดาวเดือนบนท้องฟ้า

ทำให้เค้าอยากอยู่กับเรางั้นหรือ ทำอย่างไรล่ะ ทุกสิ่งอย่างที่ทำได้ให้ได้ก็ทำไปหมดแล้ว ให้ไปจนไม่เหลืออะไรให้กับตัวเอง แต่ไม่นึกเลยว่าเค้าจะไม่รู้สึกยินดียินร้ายกับสิ่งเหล่านั้นสักเท่าไหร่ ถ้าตัวเราในทุกวันนี้ยังไม่สามารถทำให้เค้าพอใจได้ก็คงเป็นเราที่ต้องทำใจสินะ..

ถ้าไม่หลอกตัวเอง เรารู้สึกมาพักใหญ่แล้วล่ะว่าเราไม่สามารถรับรู้ถึงความรู้สึกอยากอยู่ด้วยกันจากเค้าเลย มีแต่เราที่พยายามสร้างโอกาส หากิจกรรมเพื่อให้เราได้อยู่ด้วยกัน ซึ่งเค้าก็คงทำเพราะคิดว่าเป็นการสนองความต้องการของเรามากกว่าเป็นความสุขของทั้งสองคน ครั้งสุดท้ายที่คิดว่าได้เห็นรอยยิ้มที่มาจากใจของเค้า ก็คือวันที่จะต้องกลับกรุงเทพฯ แล้ว เช้าวันที่ตื่นนอนขึ้นมาพร้อมๆ กัน แล้วเค้าลุกขึ้นมานั่งอยู่บนตัวเรา รอยยิ้มเขินๆ ที่เห็นได้จากมุมล่างมองขึ้นไปหาใบหน้าเค้านั่นแหละที่ทำให้เรามีความสุขที่สุดในช่วงเวลา 3 วันนั้น แว๊บนึงที่รู้สึกว่าเค้าคือคนเดิมที่เรารัก

เกือบ 1 สัปดาห์แล้วสินะที่เราจมอยู่กับความรู้สึกเศร้าๆ อย่างนี้ แม้วันนี้น้ำตาจะหยุดไหล แต่หัวใจยังไม่หยุดเต้นแรงทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเค้า เรี่ยวแรงที่แทบจะหมดลงไปพร้อมๆ กับการวางสาย เราจะต้องเป็นอย่างนี้อีกนานเท่าไหร่นะ แม้จะพยายามบอกตัวเองให้ปลงและยอมรับความจริงให้ได้ ให้ความหวังกับตัวเองได้แค่ "ของที่เป็นของเรา ไม่ว่าอย่างไรมันก็ต้องเป็นของเรา" แต่ถ้ามันไม่ใช่ของเรา ต่อให้เราดิ้นรนพยายามเท่าไหร่สุดท้ายก็มีแค่..มือเปล่า

ไม่มีความคิดเห็น: