เหนื่อยใจจังเลย.. กี่ครั้งแล้วนะที่บอกอย่างนี้กับตัวเอง ก็เพราะมันไม่รู้จะอธิบายอะไรได้ดีไปกว่านี้แล้วนั่นเอง
คนที่รักกันมากถึงขนาดจะแต่งงานกัน ก็คงต้องมีความอยากที่จะอยู่ด้วยกันมากๆ ทั้งสองฝ่าย ทำให้ต้องช่วยกันทำความตั้งใจให้เป็นจริง แล้วเราล่ะ.. ทำไมถึงรู้สึกว่ามีแต่เราที่อยากจะใช้ชีวิตอยู่กับเค้ามากซะจนคิดว่าพิธีรีตรองอะไรทั้งหลายแหล่ ไม่มีความจำเป็นอะไรอีกแล้ว ถ้าแลกกับเวลาที่จะได้อยู่ด้วยกันเร็วขึ้นแม้เพียง 1 วัน แต่สำหรับเค้าความรู้สึกที่ว่านี้มันคงลดลงมากๆ จนกระทั่งกลายเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น เหมือนทุกอย่างเดินไปตามทางที่เค้ามองเห็นอยู่คนเดียว ทั้งที่ทางนั้นมันควรจะต้องมีเราเดินไปด้วยไม่ใช่หรือ
การที่ต้องรออะไรสักอย่างที่ตัวเราไม่สามารถจะควบคุมมันได้ ช่างเป็นช่วงเวลาที่ทรมาณเสียจริงๆ ถึงแม้จะบอกตัวเองว่ามันไม่ได้ไร้จุดหมายเสียทีเดียว แต่ก็ไม่สามารถจะระบุได้เช่นกันว่าการรอคอยนั้นจะจบลงเมื่อไหร่ ยิ่งวันเวลาผ่านไปความหวังในใจมันก็ค่อยๆ ริบหรี่ลงทุกที พลังใจที่พยายามสร้างขึ้นมามันไม่สามารถทดแทนกันได้ทัน
หลายๆ คำถามที่ไม่สามารถตอบตัวเองได้..
การมีเราอยู่ไม่ได้ช่วยทำให้ความกลัวของเค้าลดลง หนำซ้ำมันกลับทำให้เค้ารู้สึกไม่แน่ใจว่าเราสองคนจะอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข แล้วเค้าจะมีเราไว้ทำไม..
"ไม่พร้อม" คำสั้นๆ แต่ทรงอานุภาพและสามารถตอบคำถามทั้งมวลได้ในครั้งเดียว การที่ผู้ชายคนหนึ่งจะไม่พร้อมที่จะก้าวไปอีกบทบาทหนึ่งของชีวิตมันก็เป็นคำอธิบายง่ายๆ ได้ว่าเค้ายังไม่เจอใครสักคนที่เค้าคิดว่าจะร่วมชีวิตกันได้น่ะสิ ลองคิดว่ามัน "ใช่" ไม่ว่าจะยากเย็นแสนเข็ญสักเพียงใด เชื่อว่าคนเราก็คงพยายามที่จะทำให้มันเป็นจริงจนได้ ลองว่าสิ่งนั้นไม่ใช่ดาวเดือนบนท้องฟ้า
ทำให้เค้าอยากอยู่กับเรางั้นหรือ ทำอย่างไรล่ะ ทุกสิ่งอย่างที่ทำได้ให้ได้ก็ทำไปหมดแล้ว ให้ไปจนไม่เหลืออะไรให้กับตัวเอง แต่ไม่นึกเลยว่าเค้าจะไม่รู้สึกยินดียินร้ายกับสิ่งเหล่านั้นสักเท่าไหร่ ถ้าตัวเราในทุกวันนี้ยังไม่สามารถทำให้เค้าพอใจได้ก็คงเป็นเราที่ต้องทำใจสินะ..
ถ้าไม่หลอกตัวเอง เรารู้สึกมาพักใหญ่แล้วล่ะว่าเราไม่สามารถรับรู้ถึงความรู้สึกอยากอยู่ด้วยกันจากเค้าเลย มีแต่เราที่พยายามสร้างโอกาส หากิจกรรมเพื่อให้เราได้อยู่ด้วยกัน ซึ่งเค้าก็คงทำเพราะคิดว่าเป็นการสนองความต้องการของเรามากกว่าเป็นความสุขของทั้งสองคน ครั้งสุดท้ายที่คิดว่าได้เห็นรอยยิ้มที่มาจากใจของเค้า ก็คือวันที่จะต้องกลับกรุงเทพฯ แล้ว เช้าวันที่ตื่นนอนขึ้นมาพร้อมๆ กัน แล้วเค้าลุกขึ้นมานั่งอยู่บนตัวเรา รอยยิ้มเขินๆ ที่เห็นได้จากมุมล่างมองขึ้นไปหาใบหน้าเค้านั่นแหละที่ทำให้เรามีความสุขที่สุดในช่วงเวลา 3 วันนั้น แว๊บนึงที่รู้สึกว่าเค้าคือคนเดิมที่เรารัก
เกือบ 1 สัปดาห์แล้วสินะที่เราจมอยู่กับความรู้สึกเศร้าๆ อย่างนี้ แม้วันนี้น้ำตาจะหยุดไหล แต่หัวใจยังไม่หยุดเต้นแรงทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเค้า เรี่ยวแรงที่แทบจะหมดลงไปพร้อมๆ กับการวางสาย เราจะต้องเป็นอย่างนี้อีกนานเท่าไหร่นะ แม้จะพยายามบอกตัวเองให้ปลงและยอมรับความจริงให้ได้ ให้ความหวังกับตัวเองได้แค่ "ของที่เป็นของเรา ไม่ว่าอย่างไรมันก็ต้องเป็นของเรา" แต่ถ้ามันไม่ใช่ของเรา ต่อให้เราดิ้นรนพยายามเท่าไหร่สุดท้ายก็มีแค่..มือเปล่า
วันจันทร์, พฤษภาคม 24, 2553
วันพุธ, พฤษภาคม 19, 2553
คนพิเศษ กับ คนธรรมดา
หงุดหงิดใจชะมัด..
ทำไมนะ คนที่ควรจะเข้าใจกันที่สุด บางครั้งกลับรู้สึกว่าเป็นคนที่เข้าใจกันยากที่สุด ไอ้ครั้นจะบอกอะไรก็แสนลำบากที่จะพูด น้อยใจ เกรงใจ เสียใจ และอื่นๆ อีกมากมาย จนทำให้ตัดสินใจว่า.. "เหนื่อยใจ" เกินกว่าจะพูดแล้วล่ะ
เวลาที่มันรู้สึก 'down' ทุกๆ คนก็ต้องการกำลังใจเพื่อขับเคลื่อนต่อไปกันทั้งนั้น จะมีใครปฏิเสธมั๊ยว่าคนที่ได้ชื่อว่าเป็น แฟน" มักจะเป็นคนที่ถูกนึกถึงเป็นลำดับต้นๆ การบอกว่า "คิดถึง" ไม่ได้หมายความว่าต้องมาเจอกันทุกครั้งเสียหน่อย ก็แค่ต้องการการกระทำ หรือคำพูด หรืออะไรสักอย่างที่เป็นการเติมกำลังใจให้กับคนที่กำลังเหงาและรู้สึกว่าตัวเองโดดเดี่ยว ให้ได้รู้ว่า ..ชั้นยังมีเธอ..และชั้นยังเป็นคนสำคัญกับใครบางคนอยู่
การที่เราจะพูดสิ่งที่เรารู้สึกกับคนสำคัญมันจะต้องดูเวลาด้วยเหรอ เข้าใจมาตลอดว่าการสื่อสารจากใจถึงใจเป็นสิ่งที่ควรกระทำกับคนที่ได้ชื่อว่าเป็น "คนพิเศษ" เพราะมันแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างกันที่ลึกซึ้งมากกว่าคนอื่นๆ มันยากตรงไหนกับการที่ถามตัวเองแล้วตอบออกมาตรงๆว่ารู้สึกอย่างไร
ถึงแม้สังคมมันจะแย่แค่ไหน สถานการณ์ไม่แน่นอนอย่างไร ความรู้สึกของคนสองคนที่มีต่อกันมันก็น่าจะเหมือนเดิมเสมอ ไม่ใช่ว่าบ้านเมืองกำลังแย่เธอจะมาเรียกร้องอะไรตอนนี้ ในเมื่อตัวเองก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากเฝ้าดูสถานการณ์ภายนอกอย่างเงียบๆ แล้วทำไมต้องเอาความเครียดของสังคมมาแสดงกับคนที่เราแคร์ซึ่งก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน แทนที่จะตอกย้ำความเครียดให้กัน เราควรจะเป็นกำลังใจให้กันมากกว่าไม่ใช่หรือ ยอมรับว่าผิดหวังอยู่เหมือนกันกับเสียงเบื่อๆ เซ็งๆ ที่แสดงความรู้สึกว่า..อีกแล้วเหรอ.. ได้ยินแล้วทำให้รู้สึกว่าไม่น่าพูดออกไปเลย..เสียใจที่แสดงความรู้สึกอ่อนแอกับคนหวังว่าน่าจะเข้าใจเรา ทำให้คิดว่าตัดสินใจผิดที่คิดว่าเค้าไม่เหมือนคนอื่น ที่จริงแล้วแฟนก็คือคนอื่นที่บังเอิญสนิทสนมกันมากกว่าคนอื่นๆ แค่นั้นเองไม่ได้เห็นเราพิเศษอะไรเลย
ไม่อยากเป็นผู้หญิงของใครแล้วล่ะ พอรู้สึกว่าเรามีใครสักคนมาแชร์ความเป็นตัวเรา หัวใจมันก็พลอยที่จะเปิดกว้างปล่อยให้สัญชาตญาณของเพศที่บอบบาง ยอมให้ความรู้สึกและอารมณ์เข้ามามีอิทธิพลในการแสดงออก ในขณะที่อีกคนยังเป็นตัวเองอยู่เต็มเปี่ยม มีสิทธิ์ที่จะเลือกได้ดั่งใจ
ทำไมนะ คนที่ควรจะเข้าใจกันที่สุด บางครั้งกลับรู้สึกว่าเป็นคนที่เข้าใจกันยากที่สุด ไอ้ครั้นจะบอกอะไรก็แสนลำบากที่จะพูด น้อยใจ เกรงใจ เสียใจ และอื่นๆ อีกมากมาย จนทำให้ตัดสินใจว่า.. "เหนื่อยใจ" เกินกว่าจะพูดแล้วล่ะ
เวลาที่มันรู้สึก 'down' ทุกๆ คนก็ต้องการกำลังใจเพื่อขับเคลื่อนต่อไปกันทั้งนั้น จะมีใครปฏิเสธมั๊ยว่าคนที่ได้ชื่อว่าเป็น แฟน" มักจะเป็นคนที่ถูกนึกถึงเป็นลำดับต้นๆ การบอกว่า "คิดถึง" ไม่ได้หมายความว่าต้องมาเจอกันทุกครั้งเสียหน่อย ก็แค่ต้องการการกระทำ หรือคำพูด หรืออะไรสักอย่างที่เป็นการเติมกำลังใจให้กับคนที่กำลังเหงาและรู้สึกว่าตัวเองโดดเดี่ยว ให้ได้รู้ว่า ..ชั้นยังมีเธอ..และชั้นยังเป็นคนสำคัญกับใครบางคนอยู่
การที่เราจะพูดสิ่งที่เรารู้สึกกับคนสำคัญมันจะต้องดูเวลาด้วยเหรอ เข้าใจมาตลอดว่าการสื่อสารจากใจถึงใจเป็นสิ่งที่ควรกระทำกับคนที่ได้ชื่อว่าเป็น "คนพิเศษ" เพราะมันแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างกันที่ลึกซึ้งมากกว่าคนอื่นๆ มันยากตรงไหนกับการที่ถามตัวเองแล้วตอบออกมาตรงๆว่ารู้สึกอย่างไร
ถึงแม้สังคมมันจะแย่แค่ไหน สถานการณ์ไม่แน่นอนอย่างไร ความรู้สึกของคนสองคนที่มีต่อกันมันก็น่าจะเหมือนเดิมเสมอ ไม่ใช่ว่าบ้านเมืองกำลังแย่เธอจะมาเรียกร้องอะไรตอนนี้ ในเมื่อตัวเองก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากเฝ้าดูสถานการณ์ภายนอกอย่างเงียบๆ แล้วทำไมต้องเอาความเครียดของสังคมมาแสดงกับคนที่เราแคร์ซึ่งก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน แทนที่จะตอกย้ำความเครียดให้กัน เราควรจะเป็นกำลังใจให้กันมากกว่าไม่ใช่หรือ ยอมรับว่าผิดหวังอยู่เหมือนกันกับเสียงเบื่อๆ เซ็งๆ ที่แสดงความรู้สึกว่า..อีกแล้วเหรอ.. ได้ยินแล้วทำให้รู้สึกว่าไม่น่าพูดออกไปเลย..เสียใจที่แสดงความรู้สึกอ่อนแอกับคนหวังว่าน่าจะเข้าใจเรา ทำให้คิดว่าตัดสินใจผิดที่คิดว่าเค้าไม่เหมือนคนอื่น ที่จริงแล้วแฟนก็คือคนอื่นที่บังเอิญสนิทสนมกันมากกว่าคนอื่นๆ แค่นั้นเองไม่ได้เห็นเราพิเศษอะไรเลย
ไม่อยากเป็นผู้หญิงของใครแล้วล่ะ พอรู้สึกว่าเรามีใครสักคนมาแชร์ความเป็นตัวเรา หัวใจมันก็พลอยที่จะเปิดกว้างปล่อยให้สัญชาตญาณของเพศที่บอบบาง ยอมให้ความรู้สึกและอารมณ์เข้ามามีอิทธิพลในการแสดงออก ในขณะที่อีกคนยังเป็นตัวเองอยู่เต็มเปี่ยม มีสิทธิ์ที่จะเลือกได้ดั่งใจ
วันจันทร์, พฤษภาคม 10, 2553
ปัญหารายวัน.. เกิดเป็นคนมันก็ต้องมีปัญหาสินะ
วันนี้รู้สึกแย่ชะมัด ทั้งที่เมื่อเช้าก็ยังปกติดีไม่มีลางของความเซ็งอะไรแม้แต่น้อย..
บางทีเพียงแค่ลมพัดวูบหนึ่งก็ทำให้คนเรารู้สึกอะไรได้เหมือนกันนะ
บอกไม่ถูกกับอารมณ์ตอนนี้สักเท่าไหร่..
เบื่อๆ เซ็งๆ ไม่อยากคุยกับใคร แต่ก็ไม่อยากอยู่คนเดียวให้ฟุ้งซ่าน..
สมองเหมือนอยากจะพักผ่อน แต่ก็มีเรื่องอะไรต่อมิอะไรที่อยากได้คำตอบเสียจน..ร้อนใจ..
สุดท้ายก็ได้แค่ค้างคาในทุกสิ่งอย่างจนหมดแรงที่จะทำอะไร
ลำพังแค่ความคิดในหัวตัวเองก็ทำให้จิตตกได้ไม่เว้นวันแล้ว ชีวิตจะอยู่ยังไง อนาคตจะเป็นอย่างไร เพียงแค่นี้ก็หาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้สักที ในเมื่อคนที่สามารถตัดสินใจอะไรๆ ได้ "ไม่ใช่เรา" แล้วไหนจะเรื่องต่างๆ ที่คนรอบตัวก็ช่างสรรหามาให้แก้ไขกันนัก การเป็นบุคคลที่สามนี่มันไม่ได้อยู่ไกลปัญหา แต่ก็ไม่สามารถจะจบปัญหาเองได้ด้วย ไอ้สถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี่มันช่างสุดจะทนเสียจริงๆ
คนเรานี่ก็แปลกเวลาไม่มีใครรักก็เศร้าแทบตายราวกับโลกทั้งโลกไม่มีใครมองเห็นเรา แต่พอมีคนมารักกลับไม่เห็นคุณค่าของมันเหมือนในมันที่อยากจะได้ แต่ก็อีกแหละ..พอนึกรักใครขึ้นมาสักคน โลกทั้งโลกก็มีแค่เค้า อยากได้แต่เค้าจนไม่เห็นคนรอบตัว ทั้งที่บางทีคนที่เรารักเค้าอาจจะไม่ได้รักเราได้เท่าครึ่งของที่เรารักเค้าด้วยซ้ำไป
บางครั้งก็อยากดึงความสำคัญนั้นกลับมาให้ตัวเอง ในเมื่อไม่มีใครอยากรับมันไว้จริงๆ จังๆ สักคน สู้เอา "หัวใจ" ช้ำๆ กลับมาเก็บไว้เองมันจะดีกว่ามั๊ย 55 พูดเหมือนทำง่ายเนอะ.. ถ้าทำได้คงไม่มีคนช้ำใจกันทั่วโลกล่ะมั๊ง
ที่จริงแล้วสิ่งที่เรามี และสิ่งที่เราเป็น มันก็ยังดีกว่าคนอีกมากมาย เพียงแต่เราไม่ได้ได้สัมผัสกับชีวิตคนเหล่านั้นเองมากกว่า แทนที่จะมานั่งท้อใจในโชคชะตา เอาเวลาไปทำอะไรที่มันดูมีคุณค่ากว่านั่งหายใจทิ้งไปวันๆ แม้มันอาจจะไม่ได้สร้างสรรอะไรมากนัก แต่อย่างน้อยมันก็คงไม่ทำร้ายเซลล์สมองที่มีอยู่น้อยนิดให้มันน้อยลงไปกว่าเดิม
ทำไงได้นอกจากบ่นแล้วก็อยู่ต่อไปละนะ เฮ้ออ..
บางทีเพียงแค่ลมพัดวูบหนึ่งก็ทำให้คนเรารู้สึกอะไรได้เหมือนกันนะ
บอกไม่ถูกกับอารมณ์ตอนนี้สักเท่าไหร่..
เบื่อๆ เซ็งๆ ไม่อยากคุยกับใคร แต่ก็ไม่อยากอยู่คนเดียวให้ฟุ้งซ่าน..
สมองเหมือนอยากจะพักผ่อน แต่ก็มีเรื่องอะไรต่อมิอะไรที่อยากได้คำตอบเสียจน..ร้อนใจ..
สุดท้ายก็ได้แค่ค้างคาในทุกสิ่งอย่างจนหมดแรงที่จะทำอะไร
ลำพังแค่ความคิดในหัวตัวเองก็ทำให้จิตตกได้ไม่เว้นวันแล้ว ชีวิตจะอยู่ยังไง อนาคตจะเป็นอย่างไร เพียงแค่นี้ก็หาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้สักที ในเมื่อคนที่สามารถตัดสินใจอะไรๆ ได้ "ไม่ใช่เรา" แล้วไหนจะเรื่องต่างๆ ที่คนรอบตัวก็ช่างสรรหามาให้แก้ไขกันนัก การเป็นบุคคลที่สามนี่มันไม่ได้อยู่ไกลปัญหา แต่ก็ไม่สามารถจะจบปัญหาเองได้ด้วย ไอ้สถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี่มันช่างสุดจะทนเสียจริงๆ
คนเรานี่ก็แปลกเวลาไม่มีใครรักก็เศร้าแทบตายราวกับโลกทั้งโลกไม่มีใครมองเห็นเรา แต่พอมีคนมารักกลับไม่เห็นคุณค่าของมันเหมือนในมันที่อยากจะได้ แต่ก็อีกแหละ..พอนึกรักใครขึ้นมาสักคน โลกทั้งโลกก็มีแค่เค้า อยากได้แต่เค้าจนไม่เห็นคนรอบตัว ทั้งที่บางทีคนที่เรารักเค้าอาจจะไม่ได้รักเราได้เท่าครึ่งของที่เรารักเค้าด้วยซ้ำไป
บางครั้งก็อยากดึงความสำคัญนั้นกลับมาให้ตัวเอง ในเมื่อไม่มีใครอยากรับมันไว้จริงๆ จังๆ สักคน สู้เอา "หัวใจ" ช้ำๆ กลับมาเก็บไว้เองมันจะดีกว่ามั๊ย 55 พูดเหมือนทำง่ายเนอะ.. ถ้าทำได้คงไม่มีคนช้ำใจกันทั่วโลกล่ะมั๊ง
ที่จริงแล้วสิ่งที่เรามี และสิ่งที่เราเป็น มันก็ยังดีกว่าคนอีกมากมาย เพียงแต่เราไม่ได้ได้สัมผัสกับชีวิตคนเหล่านั้นเองมากกว่า แทนที่จะมานั่งท้อใจในโชคชะตา เอาเวลาไปทำอะไรที่มันดูมีคุณค่ากว่านั่งหายใจทิ้งไปวันๆ แม้มันอาจจะไม่ได้สร้างสรรอะไรมากนัก แต่อย่างน้อยมันก็คงไม่ทำร้ายเซลล์สมองที่มีอยู่น้อยนิดให้มันน้อยลงไปกว่าเดิม
ทำไงได้นอกจากบ่นแล้วก็อยู่ต่อไปละนะ เฮ้ออ..
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
