วันนี้อารมณ์กรึ่มๆ (แล้วมันเป็นไงฟะ ไอ้กรึ่มๆ เนี่ย -_-?) เอาเป็นว่าเกิดอารมณ์ศิลปินหน่อยๆ ยังแฮงก์มาจากหนังเมื่อสัปดาห์ก่อน (ที่จริงเขียนถัดจากวันที่ไปดู แต่ไม่ได้เอามาลงอ่ะ) "รักแห่งสยอง...ง" เอ๊ย สยามหนังที่ไม่ได้เตรียมตัวอะไรก่อนไปดูเลยแม้แต่น้อย จำได้แค่เพียงว่าหนังชื่ออะไร 555
ฟังจากชื่อหนัง ไอ้เราก็คิดว่ามันน่าจะเป็นหนังประมาณว่า รักชาติ หรือไม่ก็ หนังโบราณ สมัยที่เค้าเรียกประเทศไทย ว่า สยามประเทศ (เอ้า! พูดจริงๆ นะ ตอนแรกคิดประมาณนั้นเลย)จองตั๋ว (ตัวเองฟรี มี สะ-ปอน-เซ่อ) ได้ ก็ชิล.. ชิล.. เหลือเวลาอีกตั้งนานเกือบสองชั่วโมง ก็เลยลงไปซื้อของแสดงความยินดีให้ผู้ใหญ่..เสียตังค์แล้วสบายใจ T_T (ตรงไหน)จากนั้นก็ไปกินข้าว
เหตุผลที่อยากมาดูหนังที่นี่ เซ็นทรัลลาดพร้าว ไม่ใช่แค่มันใกล้อย่างเดียว แต่เพราะเจ้าวาฟเฟิลใส่ครีมของ Little Home ต่างหาก อยากกินชนิดที่ฝันถึงเลยทีเดียว แต่ก็ไม่ได้กินอย่างที่ตั้งใจไว้ เพราะกว่าจะกินข้าวเสร็จก็เหลือเวลาอีกสิบกว่านาทีเท่านั้น อีกทั้งยังอิ่มข้าวอีกต่างหาก ก็เลยได้คิดไปแค่เสี้ยวกว่าๆ พอหอมปากหอมคอ แหะ..แหะ..รู้สึกตัวอีกที เฮ้ย! ได้เวลาฉายแล้วนี่หน่า จ่ายตังค์เสร็จก็รีบโกยทันที ..
...
.......
ไปถึงโรงหนังก็จ้ำๆๆ เข้าไป ผ่านขาคนตั้งมากมาย (ก็เจือกเลือกซะกลางโรงเลยนี่หว่า ดันเข้าไปสายอีกต่างหาก) ต้องใช้วิทยายุทธอย่างมาก ไม่ว่าจะการกระดื๊บๆ ในทางแคบ การทรงตัวในลักษณะที่ไม่บาลานซ์ การกระโดดด้วยขาข้างเดียว กว่าจะถึงที่นั่ง ไอ้ F อะไรสักตัวนี่แหละ จำไม่ได้ เล่นเอาเซถลาไปถึงเก้าอี้เลย เหนื่อยฉิบ! จะว่าไปไอ้คนที่มันมาก่อน มันก็คงรำคาญเราเหมือนกันล่ะ ประมาณว่าไอ้ VEN นี่ มาทีหลัง แต่ได้ที่ดีกว่าตรู 555
เอาล่ะ มาเรื่องหนังต่อดีกว่า..
คุณเคยมีความรักหรือไม่.. และความรักแบบไหนที่เกิดขึ้นกับคุณ.. อีกไม่นานทุกคำตอบจะเกิดขึ้นกับทุกหัวใจ สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนลจะพาความรักหลากหลายรูปแบบที่ถูกโยงใยโดยมิตรภาพ และถูกถ่ายทอดผ่านบทเพลงรัก ที่จะทำให้ทุกคนได้สัมผัสกับช่วงเวลาอบอุ่น ในภายนตร์รักแห่งปี "รักแห่งสยาม" .... บลา..บลา..บลา.. (ต่อจากนี้เริ่มโฆษณาเยอะละ)แค่คำโปรยของหนังก็กระตุ้นต่อมอยากรู้ (คนละอันกับต่อม เสื...ก) ว่าเรื่องมันจะเป็นยังไงหนอ มันจะเหมือนกับที่เคยรู้สึกหรือเปล่านะ เริ่มคิดละว่าต้องไปดูซะหน่อย นี่แค่ตัวอักษรนะยังไม่ได้เห็นโปสเตอร์หนังที่มีหน้าใสๆ หล่อๆ ของสองหนุ่มตัวเอกของเรื่องโต้ง (มาริโอ้) หนุ่มหล่อที่มีแววตาเศร้าๆ ชวนค้นหา และมิว (พีช) หนุ่มน่ารักผู้มีรอยยิ้มหวานๆ กับสองสาวหน้าตาดี
เมื่อมีความรัก..ย่อมมีความหวัง รักแห่งสยาม ภาพยนตร์ที่ว่าด้วยความรักที่เกิดขึ้นกับหลายชีวิต หลายกลุ่มคน ที่เกาะเกี่ยวและโยงใยกันอยู่ในรูปแบบของความรักที่แตกต่าง ความสำคัญของความรักต่อการมีชีวิต ถ้าเราไม่กินข้าวเราตาย แต่ไม่มีความรักเราอยู่ได้ แล้วชีวิตจะเป็นยังไงถ้าไม่มีความรักเลย ก็คงจริงอย่างกวีบอกไว้แหละนะ เมื่อเกิดความรักก็ย่อมมีความหวัง หวังที่จะได้รัก หวังที่จะได้อยู่เคียงคู่กับคนที่เรารัก และหวัง.... (เอ่อ..อย่าเพิ่งคิดมาก เหมือนที่เราคิดเมื่อกี้นะคือตอนแรกนึกไม่ออกเลยจุด..จุด ไว้ก่อน กลับมาอ่านอีกทีสะดุ้งเลยเหมือนกัน เพราะมันดูสองแง่สองง่ามไปนิด) อย่างที่เคยเรียนกันมา เราทุกคนต่างรู้ว่า "มนุษย์เป็นสัตว์สังคม"และเพราะคำว่า "สังคม" ทำให้คนเราต้องมีการติดต่อสื่อสารกันตลอดนับจากวินาทีแรกของชีวิตจนกระทั่งลาจากโลกนี้ไป และเมื่อเราต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นรอบข้าง "ความรัก ความผูกพัน" ก็ย่อมเกิดขึ้นและดำเนินไป "ความรัก" จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับมนุษย์ แม้ว่าการขาดความรักจะไม่ทำให้ตายทันทีเหมือนกับการหยุดหายใจ หรืออดข้าว แต่ความทรมาณของคนที่ขาดรักมันเจ็บปวดลึกอยู่ในใจไม่น้อยไปกว่ากัน เหมือนที่เค้าพูดกันว่า "ตรอมใจ" นั่นแหละ แล้วชีวิตจะเป็นยังไงเมื่อขาดความรัก ไม่รู้สินึกไม่ออกเหมือนกันไม่มีความรัก อยู่ไปให้หมดวันๆ หนึ่งน่ะหรือ เพื่ออะไร?
รักแห่งสยาม สยามสแควร์ สถานที่ในความทรงจำของหลายๆ คน แต่ละคนก็มีประสบการณ์กับในสยามต่างๆ กันไป ไม่ว่าจะเป็นการพบรัก หรือบอกเลิกกัน มีความรู้สึกมากมายเกิดขึ้นในที่แห่งนี้มีทั้งความสุขที่เราเคยหัวเราะ หรือความเศร้าจนต้องร้องไห้ ยิ่งได้บรรยากาศของลมหนาว สีสันของเทศกาลคริสมาสต์ การตกแต่งประดับประดาด้วยดวงไฟ ทำให้สยามยิ่งมีเสน่ห์มากกว่าฤดูใดๆ แม้ว่าเราเองจะไม่ใช่สิงห์สยามสแควร์ แต่ก็เคยแวะเวียนผ่านไปหลายครั้งหลายครากับเพื่อน (หลายกลุ่ม) และไม่ใช่เพื่อน (คิดล่ะสิว่าใคร!) มีความทรงจำกับที่นี่ไม่น้อยทีเดียวความสุขเมื่อนัดเจอเพื่อน ได้เดินเล่น นั่งคุยกัน หรือความทุกข์ ที่ทะเลาะเบาะแว้งกัน หรือแม้แต่ได้รู้ความจริงอะไรบางอย่าง (ที่ไม่น่ารู้เลยจริงๆ) ฤดูร้อนกับการรับน้องสตาฟ ฤดูฝนกับวันที่วิ่งหลบฝนและน้ำท่วม และฤดูหนาวกับไฟประดับสวยงาม
อยากให้รู้ว่า.. เพลงรัก..ถ้าไม่รักก็เขียนไม่ได้..มีอีกหลายประโยคจากในหนัง รวมทั้งบทสัมภาษณ์ที่ฟังแล้วติดใจ แต่สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น เพราะงั้นอยากรู้ต้องไปดูเองค่ะ ^_^
เนื้อเรื่องย่อพอเข้าใจ“โต้ง” (มาริโอ้ เมาเร่อ) เด็กชาย ม. 6 หน้าตาดี มีแฟนสวยเสียจนเพื่อนๆ และผู้ชายทั้งสยาม สแควร์จะต้องอิจฉา แต่ใครเลยจะรู้ว่าความสดใสและน่ารักของ “โดนัท” (อธิชา พงศ์ศิลป์พิพัฒน์) สำหรับโต้ง เริ่มจะกินไม่ได้เสียแล้ว โต้งเริ่มตีตัวออกห่างโดนัทและเริ่มค้นหาคำตอบให้กับชีวิตตัวเอง ในขณะที่ “มิว” (วิชญ์วิสิฐ หิรัญวงษ์กุล) เด็กชายวัยเดียวกันผู้มีพรสวรรค์ทางดนตรีก็กำลังทุ่มเทความรักให้กับเสียงเพลงและวงดนตรีของตัวเอง มิวเป็นเด็กผู้ชายขี้เหงาที่ไม่เคยได้สัมผัสกับความรักมานานแสนนาน ตั้งแต่อาม่าตายจากไป
ดังนั้น มันจึงเป็นเรื่องยากเหลือเกินสำหรับโจทย์ “เพลงรัก” ที่มิวต้องแต่งให้กับ ”วงออกัส” เพื่อนำไปเสนอกับค่ายเพลงใหญ่ ....ในเวลาเดียวกับที่ “หญิง” (กัญญา รัตนเพชร์) เพื่อนบ้านของมิวก็คอยให้กำลังใจและแอบมองมิวอยู่ห่างๆ แต่มิวก็ไม่เคยรับรู้ความรู้สึกที่หญิงมีต่อตัวเองเลย ....และแล้ววันหนึ่ง สยาม ก็เป็นที่ที่ทำโต้งและมิวก็ได้เจอกันอีกครั้ง หลังจากที่ขาดการติดต่อกันมานานตั้งแต่โต้งย้ายบ้านไปตอนเด็ก มิวแนะนำโต้งให้รู้จักกับ จูน (พลอย เฌอมาลย์) คนดูแลวงดนตรีของมิวที่หน้าตาเหมือนกับ แตง พี่สาวของโต้งที่หายตัวไปสมัยที่เขายังเด็ก โต้งจึงคิดแผนให้แม่ “สุนีย์” (สินจัย เปล่งพานิช) จ้างจูนปลอมตัวเป็นแตงเพื่อมารักษาอาการติดเหล้าให้กับพ่อ “กร” (ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี)และแล้ววันคริสมาสก็ใกล้เข้ามา คอนเสิร์ตใหญ่ที่ทุกคนเฝ้ารอคอยก็กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า วงออกัสจะได้เปิดตัวต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก มิวจะตัดสินใจอย่างไร แล้วใครจะเป็นผู้จับไมค์ร้องเพลงรักที่มิวเขียนขึ้น เรื่องราวจะลงเอยยังไงคงต้องไปหาคำตอบเองล่ะค่ะ
เพลงประกอบหนังเรื่องนี้เพราะมาก ยิ่งได้เห็นบรรยากาศของคริสต์มาสแล้วยิ่งอินไปกันใหญ่จะบอกว่าเราชอบเสียงที่ร้องโดยน้องนักแสดงมากกว่าเสียงนายคิวซะอีกนะ เสียงแหบๆ ของหนุ่มน้อย ฟังแล้วเหมือนว่าเค้าทุ่มเท เต็มที่กับเรื่องราวมากกว่านักร้องอาชีพที่ไม่ได้แสดงเอง
วันจันทร์, ธันวาคม 24, 2550
วันศุกร์, ธันวาคม 07, 2550
สมการแสนง่ายของชีวิต: คิดมาก > ปวดหัว > เครียด > "บ้า"
อีกแล้วสินะ ที่รู้สึกเศร้าๆ แต่ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นจากอะไร จะว่ามันไร้เหตุผลก็ไม่เชิงนะ แต่มันเป็นเรื่องเดิมๆ ที่หาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้สักทีมากกว่าพอคิดว่าตัวเองจะตัดสินใจได้ ก็กลับมีเหตุที่ทำให้ต้องยั้งการกระทำไว้ก่อน ผ่านมาสักพักก็กลายเป็นหนี้บุญคุณกันอีกทั้งที่ตอนแรกก็ยังเอาใจตัวเองออกห่าง เพื่อที่ว่าจะได้ไม่คิดถึงใจเขาใจเรา แต่ในวินาทีที่เรากำลังแย่เค้าก็อยู่ดูแลโดยไม่รังเกียจมันก็อดไม่ได้ที่จะซาบซึ้งถึงสิ่งที่ได้รับมาถ้าเราเป็นคนใจร้ายที่ทำอะไรเพื่อประโยชน์ของตัวเองได้โดยไม่ต้องนึกถึงใจคนอื่นมันก็คงจะดีสินะ อย่างน้อยก็ไม่ต้องเครียดอยู่คนเดียวอย่างนี้
เฮ้อ..รู้ทั้งรู้ว่ายิ่งเครียด เราเองก็ยิ่งจะแย่ กับสิ่งที่เป็นอยู่ความเครียดมันเป็นอาหารชั้นดีเลยทีเดียว ถึงแม้จะกินยาเม็ดละเป็นสิบเป็นร้อยก็คงไม่ได้ประโยชน์อะไรหากเรายังเป็นอย่างนี้อยู่คนประเภทที่รู้แล้วยังทำ เค้าเรียกว่าอะไรนะ ....
เกือบปีที่ผ่านมามีเรื่องราวเกิดขึ้นกับชีวิตเรามากมาย มากเสียจนบางทีก็รับไม่ทัน บางครั้งถึงกับเสียศูนย์ไปเลยก็มีเรื่องหนักๆ ในรอบปีนี้ก็คือ "ปัญหาสุขภาพ" อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พูดได้ว่าตั้งแต่เกิดจนถึงปีนี้ไม่เคยมีครั้งไหนที่คิดว่าตัวเองเป็นคนไม่แข็งแรงแต่ กับปีนี้ปีเดียวความมั่นใจในเรื่องนี้ตกไปเลย หากต้องเดินเข้า-เดินออกโรงพยาบาลเหมือนเป็น supermarket อย่างนี้ ถ้านับวันจริงๆ ก็เกือบจะครบหนึ่งเดือนในเวลาหนึ่งปีไม่นับตัวเงินที่จ่ายไปอีกล่ะ ถึงจะเบิกได้เป็นบางส่วนแต่ถ้าไม่ต้องเสียเงินส่วนนี้จะดีกว่าไหม เมื่อคิดอย่างนี้แล้วใครจะทนไม่คิดได้อีกล่ะ
มีหลายครั้งนะที่รู้สึกท้อแท้หมดกำลังใจ เพราะความเจ็บปวด ความไม่แน่นอน และความกลัวกับสิ่งที่เกิดขึ้น หรืออาจเกิดขึ้นมาอย่างไม่คาดคิดมันแย่นะที่ต้องอยู่ในสภาพที่ "น่าสงสาร" จากคนอื่นๆ ยิ่งเห็นเห็นแววตาที่เค้ามองมา มันก็ยิ่งรู้สึกสงสารตัวเองมากขึ้นทุกทีมีใครล่ะที่อยากจะเป็นอย่างนี้
ตาเจ็บ หลายต่อหลายรอบ มีทั้งเบาะๆ แค่ตาแดง หรือสาหัสอย่างกระจกตาถลอก หรือแม้แต่อาการเซ้นท์ต่อยาทีต้องลุ้นอยู่ตลอดทุกครั้งไป
กระเพาะอาหาร ที่ใครต่อใครพากันสันนิษฐานกันไปต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นโรคกระเพาะ โรคอาหารเป็นพิษ โรคกรดไหลย้อน ทำให้หน้ามืดตาลาย เหงื่อท่วมตัว อ้วกแตกได้เกือบทุกวัน ทำเอาจมกองอ้วกไปกลายครั้ง ถึงขนาดเก็บอ้วกไปตรวจเลยนะ ได้ความมาว่า กระเพาะอาหารหลั่งกรดเกิน ต้องกินยาลดการหลั่งกรดก่อนอาหารไป 2 เดือนกว่าๆ
โรคไร้สาเหตุ โรคที่ไม่สามารถระบุได้ ถ้าให้คิดเองก็น่าจะเกิดจากไม่ถูกโรคกับตัวยา แต่ที่มันเป็นบ้างไม่เป็นบ้าง ทั้งที่ยาก็เหมือนกันทุกวัน เดี๋ยวเป็นกับยานี้ (ยาแก้อักเสบแก้แผลเน่าๆ) คราวหน้าเป็นกับอีกตัวนึง (ยาแก้อาการข้างบน) เจ้าอาการประหลาดที่หาสาเหตุไม่ได้นี้ รู้ได้ทันทีที่กระเดือกยาลงคอไป เพราะมันมีกลิ่นทะแม่งๆ ออกมาจากลมหายใจเลยอ่ะ แต่รู้ไปก็ไร้ประโยชน์เพราะมันลงไปแตกตัวเรียบร้อย ยังไงไม่เกิน 10 นาทีก็หน้ามืด ใจสั่น แล้วก็อ้วกแตกอยู่ดี เราเอ เพราะเป็นทีไรก็ต้องมีการกินยาไปก่อนทุกที จนตอนนี้หวาดระแวงชนิดต้องดมก่อนกินไปแล้ว อยากจะตั้งชื่อให้ว่า "โรค 8โมง" เพราะมันเป็นตอนเช้าทุกทีเลย
เอ็นข้อมือฉีก ไอ้ผลพลอยได้จากการหวังดีของเจ้าตัวช่วยที่มันลากคนป่วยลงบันได คาดว่าจะเกิดจากการกระแทกกับขั้นบันไดบ้านนั่นแหละ แรกๆ แค่ปวดๆ เจ็บๆ เหมือนมันมีอะไรครึ่กๆ เวลาลูบๆ อาทิตย์นึงก็แล้วยังไม่หายแถมเหมือนจะลามไปยังจุดต่างๆ อีก ไปหาหมอเค้าจับบิดๆๆ เจ็บง่ะ ก็เลยได้ความว่าเอ็นบางส่วนคงจะฉีกขาด ให้ใส่ wrist support ไป 1 เดือน ถ้าไม่หาย "กลับมาใส่เฝือก" ซะ
โรคเอ๋อ เมื่อก่อนเป็นแค่ปีละครั้งสองครั้ง วันเดียวก็หายไป จนกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว ปีนี้หนักกว่าทุกปีเพราะมันเป็นหลายวันและยังเป็นวันธรรมดาซะอีก ดันมาแสดงความเอ๋ออย่างเด่นชัด ทำเอาเรื่องนี้ดังไปทั่วออฟฟิศไม่พอ มันดังข้ามประเทศไปเลย ไม่รู้ป่านนี้จะกลายเป็นคนโรคจิตไปหรือยังนะ พูดก็พูดเถอะจะว่าตลกก็ตลกหรอกนะ พฤติกรรมประหลาดๆ พูดจาไม่รู้เรื่อง เดินเป๋เหมือนเมาเนี่ย แต่แนวทางการรักษานี่สิ ฟังดูไม่สนุกเอาซะเลย ไม่คิดมาก่อนเหมือนกันว่าอาการแปลกๆ ที่ดูเหมือนจะธรรมดามันมีอะไรมากกว่านั้นเยอะ
หลังจาก CT SCAN ไปแล้ว เค้าบอกว่ามันเป็นอาการของ Neuro Transmitter Disfunction หรือว่า ศูนย์การควบคุมการสื่อสารในสมองทำงานผิดปกติ ทำให้กระแสประสาท (ประมาณกระแสไฟฟ้านั่นแหละ) มันส่งสัญญาณไปผิดที่ สมองซึ่งรับสัญญาณไปไม่ถูกต้อง มันก็เลยทำให้เกิดผลกับการทรงตัวและการสื่อสาร สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เกิดอาการนี้ คือ "ความเครียด" ซึ่งจะทำให้สมองหลั่งสาร (อะไรสักอย่าง) ผิดปกติไป ถือว่าเป็น major depression อย่างหนึ่ง เหอๆๆ ฟังดูยิ่งเครียดหนักไปอีกนะเนี่ย
การรักษา อย่างที่บอกว่าโรคนี้เกิดจากความเครียด ฉะนั้นการรักษาก็คือ การทำตัวไม่เครียด สั้นๆ แต่ทำยากฉิบ แค่ที่ผ่านมาก็ทำให้เป็นถึงขนาดนี้แล้ว มาบอกให้ไม่เครียด ทั้งที่รู้ว่าตัวเองเป็นแบบนี้มันก็ลำบากมากๆ แล้วนะ ชีวิตอีกครึ่งหนึ่ง (คิดว่านะ) มันจะไม่เจอเรื่องเครียดๆ ยากๆ กว่านี้อีกเรอะ สงสัยจะได้ประสาทตายซะก่อนล่ะมั๊ง
บางทีโมโหมากๆ ยังคิดเลยว่า ให้มันจิตหลุดไปซะเลยจะดีกว่า จะได้ไม่ต้องมารับรู้อะไรที่มันไม่ "ประเทือง" ชีวิต!!
เฮ้อ..รู้ทั้งรู้ว่ายิ่งเครียด เราเองก็ยิ่งจะแย่ กับสิ่งที่เป็นอยู่ความเครียดมันเป็นอาหารชั้นดีเลยทีเดียว ถึงแม้จะกินยาเม็ดละเป็นสิบเป็นร้อยก็คงไม่ได้ประโยชน์อะไรหากเรายังเป็นอย่างนี้อยู่คนประเภทที่รู้แล้วยังทำ เค้าเรียกว่าอะไรนะ ....
เกือบปีที่ผ่านมามีเรื่องราวเกิดขึ้นกับชีวิตเรามากมาย มากเสียจนบางทีก็รับไม่ทัน บางครั้งถึงกับเสียศูนย์ไปเลยก็มีเรื่องหนักๆ ในรอบปีนี้ก็คือ "ปัญหาสุขภาพ" อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พูดได้ว่าตั้งแต่เกิดจนถึงปีนี้ไม่เคยมีครั้งไหนที่คิดว่าตัวเองเป็นคนไม่แข็งแรงแต่ กับปีนี้ปีเดียวความมั่นใจในเรื่องนี้ตกไปเลย หากต้องเดินเข้า-เดินออกโรงพยาบาลเหมือนเป็น supermarket อย่างนี้ ถ้านับวันจริงๆ ก็เกือบจะครบหนึ่งเดือนในเวลาหนึ่งปีไม่นับตัวเงินที่จ่ายไปอีกล่ะ ถึงจะเบิกได้เป็นบางส่วนแต่ถ้าไม่ต้องเสียเงินส่วนนี้จะดีกว่าไหม เมื่อคิดอย่างนี้แล้วใครจะทนไม่คิดได้อีกล่ะ
มีหลายครั้งนะที่รู้สึกท้อแท้หมดกำลังใจ เพราะความเจ็บปวด ความไม่แน่นอน และความกลัวกับสิ่งที่เกิดขึ้น หรืออาจเกิดขึ้นมาอย่างไม่คาดคิดมันแย่นะที่ต้องอยู่ในสภาพที่ "น่าสงสาร" จากคนอื่นๆ ยิ่งเห็นเห็นแววตาที่เค้ามองมา มันก็ยิ่งรู้สึกสงสารตัวเองมากขึ้นทุกทีมีใครล่ะที่อยากจะเป็นอย่างนี้
ตาเจ็บ หลายต่อหลายรอบ มีทั้งเบาะๆ แค่ตาแดง หรือสาหัสอย่างกระจกตาถลอก หรือแม้แต่อาการเซ้นท์ต่อยาทีต้องลุ้นอยู่ตลอดทุกครั้งไป
กระเพาะอาหาร ที่ใครต่อใครพากันสันนิษฐานกันไปต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นโรคกระเพาะ โรคอาหารเป็นพิษ โรคกรดไหลย้อน ทำให้หน้ามืดตาลาย เหงื่อท่วมตัว อ้วกแตกได้เกือบทุกวัน ทำเอาจมกองอ้วกไปกลายครั้ง ถึงขนาดเก็บอ้วกไปตรวจเลยนะ ได้ความมาว่า กระเพาะอาหารหลั่งกรดเกิน ต้องกินยาลดการหลั่งกรดก่อนอาหารไป 2 เดือนกว่าๆ
โรคไร้สาเหตุ โรคที่ไม่สามารถระบุได้ ถ้าให้คิดเองก็น่าจะเกิดจากไม่ถูกโรคกับตัวยา แต่ที่มันเป็นบ้างไม่เป็นบ้าง ทั้งที่ยาก็เหมือนกันทุกวัน เดี๋ยวเป็นกับยานี้ (ยาแก้อักเสบแก้แผลเน่าๆ) คราวหน้าเป็นกับอีกตัวนึง (ยาแก้อาการข้างบน) เจ้าอาการประหลาดที่หาสาเหตุไม่ได้นี้ รู้ได้ทันทีที่กระเดือกยาลงคอไป เพราะมันมีกลิ่นทะแม่งๆ ออกมาจากลมหายใจเลยอ่ะ แต่รู้ไปก็ไร้ประโยชน์เพราะมันลงไปแตกตัวเรียบร้อย ยังไงไม่เกิน 10 นาทีก็หน้ามืด ใจสั่น แล้วก็อ้วกแตกอยู่ดี เราเอ เพราะเป็นทีไรก็ต้องมีการกินยาไปก่อนทุกที จนตอนนี้หวาดระแวงชนิดต้องดมก่อนกินไปแล้ว อยากจะตั้งชื่อให้ว่า "โรค 8โมง" เพราะมันเป็นตอนเช้าทุกทีเลย
เอ็นข้อมือฉีก ไอ้ผลพลอยได้จากการหวังดีของเจ้าตัวช่วยที่มันลากคนป่วยลงบันได คาดว่าจะเกิดจากการกระแทกกับขั้นบันไดบ้านนั่นแหละ แรกๆ แค่ปวดๆ เจ็บๆ เหมือนมันมีอะไรครึ่กๆ เวลาลูบๆ อาทิตย์นึงก็แล้วยังไม่หายแถมเหมือนจะลามไปยังจุดต่างๆ อีก ไปหาหมอเค้าจับบิดๆๆ เจ็บง่ะ ก็เลยได้ความว่าเอ็นบางส่วนคงจะฉีกขาด ให้ใส่ wrist support ไป 1 เดือน ถ้าไม่หาย "กลับมาใส่เฝือก" ซะ
โรคเอ๋อ เมื่อก่อนเป็นแค่ปีละครั้งสองครั้ง วันเดียวก็หายไป จนกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว ปีนี้หนักกว่าทุกปีเพราะมันเป็นหลายวันและยังเป็นวันธรรมดาซะอีก ดันมาแสดงความเอ๋ออย่างเด่นชัด ทำเอาเรื่องนี้ดังไปทั่วออฟฟิศไม่พอ มันดังข้ามประเทศไปเลย ไม่รู้ป่านนี้จะกลายเป็นคนโรคจิตไปหรือยังนะ พูดก็พูดเถอะจะว่าตลกก็ตลกหรอกนะ พฤติกรรมประหลาดๆ พูดจาไม่รู้เรื่อง เดินเป๋เหมือนเมาเนี่ย แต่แนวทางการรักษานี่สิ ฟังดูไม่สนุกเอาซะเลย ไม่คิดมาก่อนเหมือนกันว่าอาการแปลกๆ ที่ดูเหมือนจะธรรมดามันมีอะไรมากกว่านั้นเยอะ
หลังจาก CT SCAN ไปแล้ว เค้าบอกว่ามันเป็นอาการของ Neuro Transmitter Disfunction หรือว่า ศูนย์การควบคุมการสื่อสารในสมองทำงานผิดปกติ ทำให้กระแสประสาท (ประมาณกระแสไฟฟ้านั่นแหละ) มันส่งสัญญาณไปผิดที่ สมองซึ่งรับสัญญาณไปไม่ถูกต้อง มันก็เลยทำให้เกิดผลกับการทรงตัวและการสื่อสาร สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เกิดอาการนี้ คือ "ความเครียด" ซึ่งจะทำให้สมองหลั่งสาร (อะไรสักอย่าง) ผิดปกติไป ถือว่าเป็น major depression อย่างหนึ่ง เหอๆๆ ฟังดูยิ่งเครียดหนักไปอีกนะเนี่ย
การรักษา อย่างที่บอกว่าโรคนี้เกิดจากความเครียด ฉะนั้นการรักษาก็คือ การทำตัวไม่เครียด สั้นๆ แต่ทำยากฉิบ แค่ที่ผ่านมาก็ทำให้เป็นถึงขนาดนี้แล้ว มาบอกให้ไม่เครียด ทั้งที่รู้ว่าตัวเองเป็นแบบนี้มันก็ลำบากมากๆ แล้วนะ ชีวิตอีกครึ่งหนึ่ง (คิดว่านะ) มันจะไม่เจอเรื่องเครียดๆ ยากๆ กว่านี้อีกเรอะ สงสัยจะได้ประสาทตายซะก่อนล่ะมั๊ง
บางทีโมโหมากๆ ยังคิดเลยว่า ให้มันจิตหลุดไปซะเลยจะดีกว่า จะได้ไม่ต้องมารับรู้อะไรที่มันไม่ "ประเทือง" ชีวิต!!
วันจันทร์, ธันวาคม 03, 2550
เมื่อสัปดาห์ก่อนได้ไปดูหนังเรื่องหนึ่งมา เป็นหนังอีกเรื่องที่ดูแล้วรู้สึกประทับใจ จะว่าไปแล้ว หนังไทยเรื่องหลังๆ ทำออกมาได้ดี (ในสายตาเรา) ทีเดียว มันเยังไงน่ะเหรอ? อืม...ม ไม่รู้จะอธิบายยังไงถึงความรู้สึกที่ได้รับระหว่างดูหนัง หรือแม้แต่ตอนที่หนังจบไปแล้ว รู้สึกว่า..มันอบอุ่น มัน 'อิน' ไปด้วยกับเรื่องราวในหนัง อาจเป็นเพราะหนังไทยมันดูเป็นเรื่องใกล้ตัวมากๆ เลยก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น character ของนักแสดง, costume, location, prop, หรือแม้แต่ dialogue มันคุ้นเคยไปหมด เหมือนเป็นส่วนหนึ่งที่เราเคยพบมาก่อน หรือยังพบเจอได้ในปัจจุบันนี้โดยเฉพาะแถบสยามสแควร์ เซ็นเตอร์พอยด์ ที่เป็นสถานที่ถ่ายทำนั่นเอง
ที่จริงเราเป็นพวกศรัทธาในหนังฝรั่งมาแต่ไหนแต่ไร ดูหนังฟัง soundtrack มาตั้งแต่ยังอ่านไม่ทัน (เรื่องฟังไม่ต้องพูดถึง แค่ใช้ตาอ่านยังลำบากเลย) แต่ก็ชอบในเสียงใน version จริง ที่ตัวละครพูดคุยกัน (แม้ว่าฟังไม่ค่อยจะกระดิก) มากกว่าเสียงที่ฟังรู้เรื่องทุกคำ แต่มันฟังแล้วขัดกับคนที่ดำเนินเรื่องอยู่ในจอหนัง บางเรื่องหน้าเหี้.. แต่เสียงงี้หล่อซ้าาา
เราว่า เสียงที่เกิดขึ้นจากตัวละครพูดหรือแสดงจริงๆ เมื่อเทียบกับเสียงพากย์ไทย เราว่าต้นฉบับมันให้ 'อารมณ์'กว่ากันเยอะ.. ว่ามั๊ย?เพราะงั้นพอมาดูหนังไทย ที่เสียงพากย์ที่ปากมันตรงกับเสียง มันได้ใช้ประสาทสัมผัสกลมกลืน "ตาดู-หูฟัง" มันย่อมดีกว่าจริงๆ ใช่ป่ะ
อีกอย่างนึง เราว่าหนังไทย 2-3 เรื่องที่ดูผ่านๆ มา เค้าก็สร้างได้ดีจริงๆ นะ เรียกว่า "เจ๋ง" เลยล่ะในความคิดเรา เรื่องที่ชอบๆ อยู่ก็มี..
"แฟนฉัน"
ดูแล้วคิดถึงความทรงจำเก่าๆ เหมือนเมื่อวันวาน เท่าที่รู้ผู้กำกับทั้งหลายก็เป็นคนยุคสมัยเดียวกับเรานี่แหละ เรื่องราวมันจึงออกมาได้เหมือนกับสิ่งที่เราเคยผ่านมา
"เพื่อนสนิท"
นายไข่ย้อยผู้แอบรักคนใกล้ตัวอย่างดากานดาเพื่อนสาวที่เค้าช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย ในความคุ้นเคยกันอยู่มันแฝงอะไรบางอย่างที่มากกว่านั้น.. ในที่สุดก็ไปลงเอยกับนุ้ยพยาบาลสาว
"ซีซั่นเชนจ์"
อันนี้ใกลตัวนิดนึง เพราะไม่มีหัวด้านดนตรีกับเค้าเท่าไหร่ แต่ก็ชอบการเล่าเรื่องของเค้าน่ะ
"สายลับจับบ้านเล็ก"
นี่เพิ่งดูมาหมาดๆ ในความแสบของน้ำปั่นก็ยังมีความอ่อนไหวอยู่ไม่น้อย แอบอิจฉาตอนจบนิดหน่อย
"รักแห่งสยาม"
เรื่องล่าสุดที่ไปดู ชอบบรรยากาศ เนื้อหา และเพลงประกอบ คาดว่าน่าจะออกอัลบั้มในไม่ช้า
มีอะไรอีกหลายอย่างที่เรารู้สึกได้จากหนังเหล่านี้ แต่ไม่รู้จะถ่ายทอดออกมายังไง ทำให้นึกถึงประโยคหนี่งในหนังว่า "เมื่อเวลาที่อยากจะบอกอะไรสักอย่าง แต่ไม่รู้จะพูดออกมายังไง ก็ให้ใช้ดนตรีเป็นสื่อในการถ่ายทอดความคิดออกมาแทนเรา"
เสียดาย..เล่นดนตรีไม่ค่อยเป็น แต่งเพลงก็ไม่ได้ ไม่งั้นคงไม่ต้องเครียดจากความคิดตัวเองอยู่อย่างนี้หรอก เฮ้อ..
ที่จริงเราเป็นพวกศรัทธาในหนังฝรั่งมาแต่ไหนแต่ไร ดูหนังฟัง soundtrack มาตั้งแต่ยังอ่านไม่ทัน (เรื่องฟังไม่ต้องพูดถึง แค่ใช้ตาอ่านยังลำบากเลย) แต่ก็ชอบในเสียงใน version จริง ที่ตัวละครพูดคุยกัน (แม้ว่าฟังไม่ค่อยจะกระดิก) มากกว่าเสียงที่ฟังรู้เรื่องทุกคำ แต่มันฟังแล้วขัดกับคนที่ดำเนินเรื่องอยู่ในจอหนัง บางเรื่องหน้าเหี้.. แต่เสียงงี้หล่อซ้าาา
เราว่า เสียงที่เกิดขึ้นจากตัวละครพูดหรือแสดงจริงๆ เมื่อเทียบกับเสียงพากย์ไทย เราว่าต้นฉบับมันให้ 'อารมณ์'กว่ากันเยอะ.. ว่ามั๊ย?เพราะงั้นพอมาดูหนังไทย ที่เสียงพากย์ที่ปากมันตรงกับเสียง มันได้ใช้ประสาทสัมผัสกลมกลืน "ตาดู-หูฟัง" มันย่อมดีกว่าจริงๆ ใช่ป่ะ
อีกอย่างนึง เราว่าหนังไทย 2-3 เรื่องที่ดูผ่านๆ มา เค้าก็สร้างได้ดีจริงๆ นะ เรียกว่า "เจ๋ง" เลยล่ะในความคิดเรา เรื่องที่ชอบๆ อยู่ก็มี..
"แฟนฉัน"
ดูแล้วคิดถึงความทรงจำเก่าๆ เหมือนเมื่อวันวาน เท่าที่รู้ผู้กำกับทั้งหลายก็เป็นคนยุคสมัยเดียวกับเรานี่แหละ เรื่องราวมันจึงออกมาได้เหมือนกับสิ่งที่เราเคยผ่านมา
"เพื่อนสนิท"
นายไข่ย้อยผู้แอบรักคนใกล้ตัวอย่างดากานดาเพื่อนสาวที่เค้าช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย ในความคุ้นเคยกันอยู่มันแฝงอะไรบางอย่างที่มากกว่านั้น.. ในที่สุดก็ไปลงเอยกับนุ้ยพยาบาลสาว
"ซีซั่นเชนจ์"
อันนี้ใกลตัวนิดนึง เพราะไม่มีหัวด้านดนตรีกับเค้าเท่าไหร่ แต่ก็ชอบการเล่าเรื่องของเค้าน่ะ
"สายลับจับบ้านเล็ก"
นี่เพิ่งดูมาหมาดๆ ในความแสบของน้ำปั่นก็ยังมีความอ่อนไหวอยู่ไม่น้อย แอบอิจฉาตอนจบนิดหน่อย
"รักแห่งสยาม"
เรื่องล่าสุดที่ไปดู ชอบบรรยากาศ เนื้อหา และเพลงประกอบ คาดว่าน่าจะออกอัลบั้มในไม่ช้า
มีอะไรอีกหลายอย่างที่เรารู้สึกได้จากหนังเหล่านี้ แต่ไม่รู้จะถ่ายทอดออกมายังไง ทำให้นึกถึงประโยคหนี่งในหนังว่า "เมื่อเวลาที่อยากจะบอกอะไรสักอย่าง แต่ไม่รู้จะพูดออกมายังไง ก็ให้ใช้ดนตรีเป็นสื่อในการถ่ายทอดความคิดออกมาแทนเรา"
เสียดาย..เล่นดนตรีไม่ค่อยเป็น แต่งเพลงก็ไม่ได้ ไม่งั้นคงไม่ต้องเครียดจากความคิดตัวเองอยู่อย่างนี้หรอก เฮ้อ..
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
