โว้ยยยยยย++++++ยยย
นึกว่าชีวิตวันนี้จะเรื่อยๆ มีความสุขแล้วนะมีเรื่องอีกจนได้!!!
โรคจิต กับ จิตเวช มันเหมือนกันไหมล่ะ
..
..
..
ซวยจริงๆ เลยกุ
จู่ๆ ก็มีเรื่องมาให้ตามล้างตามเช็ดอีกจนได้
อยู่ดีไม่ว่าดี ดันทำตัวเป็นคนดี เป็นห่วงเป็นใย เอ่ยปากถามว่าไปหาหมอโรคจิตหรือยัง??
มีคนมาบอกว่าเป็นโรคจิตใครมันจะไม่โกรธได้ฟะ (โดยเฉพาะว่ามันเป็นจริงๆ ซะด้วย)
ตามตำราเป๊ะเลย..
คนที่เป็นโรคจิตมักไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็น และจะโกรธมาก หากมีคนมาพูดว่าตัวเองเป็นโรคจิต เสมือนว่าคำพูดมันส่งตรงถึงจิตใต้สำนึกอย่างนั้นแหละ แต่ตรงกันข้าม ไอ้พวกที่ไม่แน่ใจตัวเอง จนอยากไประบายกับจิตแพทย์มักจะเป็นพวกจิตปกติดี ที่ชักจะเริ่มสับสนจนคิดว่าตัวเองบ้า รึเปล่า?
ปวดหัวจริงๆ ฟร่ะ กว่าจะเคลียร์กับคนโรคจิตได้ก็ใช้พลังงานไปเยอะ แถมยังต้องไปอธิบายกับคนที่พูดโดยไม่คิดถึงหัวอกคนอื่นอีก ไม่เคยสนใจเลยว่าคำพูดที่ออกไปจากปากจะกระทบกับคนอื่นยังไง เรียนจบ Psychology มาได้ยังไงเนี่ย!!
ว่าก็ว่าเหอะ เราเองยังเคยโดนเลยหนิ "ไปแรดที่ไหนมา" โหยย..ย ไม่มีใครพูดอย่างนี้เลยนะเนี่ย แต่ดันมาเจอกับคนใกล้ตัวซะได้ นึกถึงทีไรหงุดหงิดทุกที ทำไมน๊อออ
เบื่อว้อยยย
วันพฤหัสบดี, มกราคม 08, 2552
วันจันทร์, มกราคม 05, 2552
เค้าท์ดาวน์ admission date!!
กลัวๆๆ กลัวเว้ย..ย
ผิดไหมเนี่ยที่จะพูดแบบนี้พอยิ่งใกล้วันที่ต้องเข้าโรงพยาบาล ความกังวลมันยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างนี้ใช่มั๊ยที่เค้าเรียกว่ากดดันเนี่ยทั้งที่พยายามจะไม่นึกถึงความรู้สึกนั้น แต่พอมีคนพูดถึงว่า
"แกไม่กลัวเลยเหรอวะ เหมือนเคยชินกับโรงพยาบาลงั้นแหละ"
กลัวสิ (วะ) พี่! แต่พยายามจะไม่คิดถึงมันอ่ะ ใครจะไปชอบอ่ะ เจ็บก็เจ็บ กลัวก็กลัว แม้จะทำเป็นเมิน ไม่สนใจ แต่ลึกๆ มันก็วิตกจริตอยู่พอควรน่ะแหละยิ่งคิดไปใจมันก็ยิ่ง recall memory ในวันผ่าตัดเมื่อคราวก่อนขึ้นมาเรื่อยๆ เมื่อคืนนี้ก็เริ่มมีอาการนอนไม่หลับเข้ามาเยือนอีกแล้ว
...เตียงเย็นๆ ชืดๆ ห้องที่มีแสงไฟกลมๆ สว่างจ้าจนแสบตา อุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ปี๊ดๆๆ เต็มไปหมด คนเยอะแยะแต่ไม่คุ้นเคยเลยสักคน ถาด stanless หลายๆ อัน และเจ้านั่น..ฝาครอบยางสีดำๆ มีไอขาวกลิ่นเหม็นแปลกๆ เจอแบบนี้ใครจะไม่กลัวฟะ!!
ถ้าเลือกได้คงไม่มีใครอยากมาอยู่ในสถานการณ์อย่างนั้นหรอกนะ
นึกถึงการผ่าตัดทอลซิลเมื่อสองปีก่อน ครั้งนั้นก็กังวลนะ เป็นครั้งแรกตั้งแต่ออกมาจากห้องผ่าตัดตอนคลอดก็ไม่เคยไปเยือนห้องผ่าตัดมาก่อนเสียความภาคภูมิใจในสุขภาพที่ไม่เคยต้องนอนโรงพยาบาลมาก่อนในชีวิต (หลังจากครั้งนั้นก็เข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลอีกเพียบ รั้งตำแหน่งไอ้ขี้โรคมาซะเลย เหอๆๆ)
แต่ก็ไม่กลัวเท่าไหร่เพราะมีคนอยู่ด้วยตลอด (ในเวลานั้นยังมีความไว้ใจอยู่มากก็เลยสบายใจไปอย่างหนึ่งว่ามีคนดูแลแน่ๆ คงไม่ทิ้งเราไปไหน ฮือๆๆ) แม้จะกังวลเรื่องรักๆ ใคร่ๆ อยู่บ้างว่าจะอาจจะเกิดเหตุระเบิดขึ้นกลางโรงพยาบาล 555 จำความรู้สึกได้ว่าช่างแมร่งงงง ตรูก็นอนอยู่ตรงนี้ใครจะทำอะไรก็ทำละกัน หมดปัญญาจะหาทางออกเพราะนอนแซ่วอยู่บนเตียงง่ะ
และแล้วสามวันสองคืนก็ผ่านมาได้อย่างไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่ แม้จะอ้วกแตกอ้วกแตนตอนกลับมาจากห้องพักฟื้น (คาดว่ายังเมายาสลบอยู่ พอลุกขึ้นนั่งเร็วๆ มันเลยปรับตัวไม่ทัน T_T) แถมยังเจ็บคอจนกินอะไรไม่ได้เลย จนกระทั่งเช้าอีกวันหนึ่ง แม้จะเป็นไอศครีม SWENSEN STRAWBERRY SHERBET สุดรักก็ตาม กินยังไงมันก็ไม่อร่อยซะเลยกว่าจะหายลิ้นชา คอเจ็บ ก็โน่นเกือบสัปดาห์นึง
ครั้งนี้ ENT อีกตามเคย แม้จะผ่าคนละจุดกันแต่ก็ส่วนหัวอีกแล้ว แต่คราวนี้คงได้มีสำลีแปะหัวกลับบ้านเป็นที่ระลึกแน่ๆ มันจะเจ็บกว่ากันเยอะไหมวะเนี่ย?? แล้วจะอ้วกแตกอีกหรือเปล่า จะคัน จะทรมาณแค่ไหนกันน๊อ
กลัวก็กลัว..
แต่กังวลมากกว่า..
แล้วจะทำไงดีล่ะเนี่ย เป็นคนไข้จะเคลื่อนไหวอะไรเองก็คงลำบาก แล้วไอ้คนเฝ้าจะหวังพี่งมันได้ไหมวะเนี่ยไม่ค่อยแน่ใจว่าไหว้วานคนผิดหรือเปล่า หวังว่าคงไม่ได้เป็นการชักศัตรูเข้าหาตัวเองหรอกนะ จะเอาเจ้าแม่บ้านมาแล้วใครจะหาข้าวหาปลาให้แม่กิน ใครจะดูแลบ้าน เอามามันจะดูเรา หรือเราจะต้องดูมันกันแน่
งานนี้ได้แต่ทำใจอย่างเดียวแล้วว่ะเรา ถ้าโรงบาลไม่ได้มีกฏให้มีคนเฝ้าตลอด แล้วถ้าคนไข้สามารถ discharge ตัวเองกลับบ้านได้มันก็คงจะรู้สึกสบายใจกว่านี้เยอะเลยแต่ว่า.. ทำอย่างนั้นไม่ได้น่ะสิ นี่แหละกฏของโรงพยาบาลของรัฐ หนักใจจริงๆ เลยเว้ย..ยย
เคยคิดว่าเข้าโรงพยาบาลครั้งนี้น่าจะสบายๆ ได้บ้างแล้วนะ แต่ไหงดูอุปสรรคมันเยอะๆ ยังไงพิกล มันวางแผนจัดการอะไรล่วงหน้าไม่ได้เลย เท่าที่ทำได้ตอนนี้ก็คือเคลียร์งานส่วนที่ต้องรับผิดชอบให้มากที่สุด จะได้ไม่เป็นภาระของใคร ส่วนตัวเองก็คงให้มันเป็นไปตามที่ต้องเป็นล่ะนะ
ผิดไหมเนี่ยที่จะพูดแบบนี้พอยิ่งใกล้วันที่ต้องเข้าโรงพยาบาล ความกังวลมันยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างนี้ใช่มั๊ยที่เค้าเรียกว่ากดดันเนี่ยทั้งที่พยายามจะไม่นึกถึงความรู้สึกนั้น แต่พอมีคนพูดถึงว่า
"แกไม่กลัวเลยเหรอวะ เหมือนเคยชินกับโรงพยาบาลงั้นแหละ"
กลัวสิ (วะ) พี่! แต่พยายามจะไม่คิดถึงมันอ่ะ ใครจะไปชอบอ่ะ เจ็บก็เจ็บ กลัวก็กลัว แม้จะทำเป็นเมิน ไม่สนใจ แต่ลึกๆ มันก็วิตกจริตอยู่พอควรน่ะแหละยิ่งคิดไปใจมันก็ยิ่ง recall memory ในวันผ่าตัดเมื่อคราวก่อนขึ้นมาเรื่อยๆ เมื่อคืนนี้ก็เริ่มมีอาการนอนไม่หลับเข้ามาเยือนอีกแล้ว
...เตียงเย็นๆ ชืดๆ ห้องที่มีแสงไฟกลมๆ สว่างจ้าจนแสบตา อุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ปี๊ดๆๆ เต็มไปหมด คนเยอะแยะแต่ไม่คุ้นเคยเลยสักคน ถาด stanless หลายๆ อัน และเจ้านั่น..ฝาครอบยางสีดำๆ มีไอขาวกลิ่นเหม็นแปลกๆ เจอแบบนี้ใครจะไม่กลัวฟะ!!
ถ้าเลือกได้คงไม่มีใครอยากมาอยู่ในสถานการณ์อย่างนั้นหรอกนะ
นึกถึงการผ่าตัดทอลซิลเมื่อสองปีก่อน ครั้งนั้นก็กังวลนะ เป็นครั้งแรกตั้งแต่ออกมาจากห้องผ่าตัดตอนคลอดก็ไม่เคยไปเยือนห้องผ่าตัดมาก่อนเสียความภาคภูมิใจในสุขภาพที่ไม่เคยต้องนอนโรงพยาบาลมาก่อนในชีวิต (หลังจากครั้งนั้นก็เข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลอีกเพียบ รั้งตำแหน่งไอ้ขี้โรคมาซะเลย เหอๆๆ)
แต่ก็ไม่กลัวเท่าไหร่เพราะมีคนอยู่ด้วยตลอด (ในเวลานั้นยังมีความไว้ใจอยู่มากก็เลยสบายใจไปอย่างหนึ่งว่ามีคนดูแลแน่ๆ คงไม่ทิ้งเราไปไหน ฮือๆๆ) แม้จะกังวลเรื่องรักๆ ใคร่ๆ อยู่บ้างว่าจะอาจจะเกิดเหตุระเบิดขึ้นกลางโรงพยาบาล 555 จำความรู้สึกได้ว่าช่างแมร่งงงง ตรูก็นอนอยู่ตรงนี้ใครจะทำอะไรก็ทำละกัน หมดปัญญาจะหาทางออกเพราะนอนแซ่วอยู่บนเตียงง่ะ
และแล้วสามวันสองคืนก็ผ่านมาได้อย่างไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่ แม้จะอ้วกแตกอ้วกแตนตอนกลับมาจากห้องพักฟื้น (คาดว่ายังเมายาสลบอยู่ พอลุกขึ้นนั่งเร็วๆ มันเลยปรับตัวไม่ทัน T_T) แถมยังเจ็บคอจนกินอะไรไม่ได้เลย จนกระทั่งเช้าอีกวันหนึ่ง แม้จะเป็นไอศครีม SWENSEN STRAWBERRY SHERBET สุดรักก็ตาม กินยังไงมันก็ไม่อร่อยซะเลยกว่าจะหายลิ้นชา คอเจ็บ ก็โน่นเกือบสัปดาห์นึง
ครั้งนี้ ENT อีกตามเคย แม้จะผ่าคนละจุดกันแต่ก็ส่วนหัวอีกแล้ว แต่คราวนี้คงได้มีสำลีแปะหัวกลับบ้านเป็นที่ระลึกแน่ๆ มันจะเจ็บกว่ากันเยอะไหมวะเนี่ย?? แล้วจะอ้วกแตกอีกหรือเปล่า จะคัน จะทรมาณแค่ไหนกันน๊อ
กลัวก็กลัว..
แต่กังวลมากกว่า..
แล้วจะทำไงดีล่ะเนี่ย เป็นคนไข้จะเคลื่อนไหวอะไรเองก็คงลำบาก แล้วไอ้คนเฝ้าจะหวังพี่งมันได้ไหมวะเนี่ยไม่ค่อยแน่ใจว่าไหว้วานคนผิดหรือเปล่า หวังว่าคงไม่ได้เป็นการชักศัตรูเข้าหาตัวเองหรอกนะ จะเอาเจ้าแม่บ้านมาแล้วใครจะหาข้าวหาปลาให้แม่กิน ใครจะดูแลบ้าน เอามามันจะดูเรา หรือเราจะต้องดูมันกันแน่
งานนี้ได้แต่ทำใจอย่างเดียวแล้วว่ะเรา ถ้าโรงบาลไม่ได้มีกฏให้มีคนเฝ้าตลอด แล้วถ้าคนไข้สามารถ discharge ตัวเองกลับบ้านได้มันก็คงจะรู้สึกสบายใจกว่านี้เยอะเลยแต่ว่า.. ทำอย่างนั้นไม่ได้น่ะสิ นี่แหละกฏของโรงพยาบาลของรัฐ หนักใจจริงๆ เลยเว้ย..ยย
เคยคิดว่าเข้าโรงพยาบาลครั้งนี้น่าจะสบายๆ ได้บ้างแล้วนะ แต่ไหงดูอุปสรรคมันเยอะๆ ยังไงพิกล มันวางแผนจัดการอะไรล่วงหน้าไม่ได้เลย เท่าที่ทำได้ตอนนี้ก็คือเคลียร์งานส่วนที่ต้องรับผิดชอบให้มากที่สุด จะได้ไม่เป็นภาระของใคร ส่วนตัวเองก็คงให้มันเป็นไปตามที่ต้องเป็นล่ะนะ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
